บทบรรยายธรรมโดยพระอาจารย์อารยะ อารยวังโส

บรรยายธรรม
“บูชาพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ในภัทรกัป”
พระอาจารย์อารยะ อารยวังโส
เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน

ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา บัดนี้เป็นกาลสมัยออกจากการจำพรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ วันนี้เป็นวันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕ เมื่อวานเป็นวันที่ ๓๑ เป็นวันตักบาตรเทโวโรหณะ ความหมายเป็นการหยั่งลงมาจากสรวงสรรค์ ดังสมัยพระพุทธเจ้าทรงเสด็จกลับมาจากดาวดึงส์สวรรค์ ที่อ้างอิงในพุทธประวัติว่า พรรษาที่ ๗ ทรงโปรดพุทธมารดาตามพุทธวิสัย วันนี้เข้าสู่แรม ๒ ค่ำ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๕ สิ่งที่อยากจะนำมาบูชาในวันนี้ คือ การบูชาในพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ในกัปนี้ ที่เรียกว่า “ภัทรกัป” หรือ “มหาภัทรกัป

ในกัปแต่ละกัปบ่งบอกความหมายในสิ่งที่อุบัติเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุผลปัจจัย เช่น กัปที่ว่างเว้นจากพระศาสนาเรียก สุญญกัป สุญญกัป คือ กัปที่ว่างเปล่าจากบุคคลผู้มีคุณ คือ ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่มี และไม่มีแม้มหาจักรพรรดิที่สำเร็จโดยอำนาจธรรม ที่ถือว่าสุดยอดแห่งความเป็นบุคคลทางโลกดังที่กล่าวไว้ว่า กษัตริย์ราชาทั้งหลายอนุยลลงในมหาจักรพรรดิ..มหาจักรพรรดิเป็นยอดแห่งกษัตริย์ทั้งปวง..แต่ในความเป็นมหาจักรพรรดิ ก็ไม่สามารถที่จะเทียบเคียงกับมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้อยู่เหนือโลกได้ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า อยู่เหนืออำนาจแห่งโลกธรรม หลุดพ้นแล้วทั้งจากทั้งดีและบาปบุญทั้งปวง ในวิถีทางโลก พระพุทธเจ้าเป็นยอดแห่งความเป็นบุคคลทั้งปวงที่บังเกิดในโลกนี้ ฉะนั้นในกัปที่เป็นสุญญกัป ว่างเปล่าจากผู้มีคุณทั้ง ๓ ฐานะ ส่วนอีกกัปหนึ่งเรียกว่า อสุญญกัป คือ ไม่สูญเปล่า ประกอบด้วยสาระคุณ ๕ ได้แก่ สารกัป มัณฑกัป วรกัป สารมัณฑกัป และภัทรกัป

สารกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น พระองค์
มัณฑกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น พระองค์
วรกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น พระองค์
สารมัณฑกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น พระองค์
และภัทรกัป กัปปัจจุบันของเราเรียกว่า ภัทรกัป กัปนี้มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ๕ พระองค์

ทั้ง ๕ แห่งสาระคุณในกัปนี้ ไม่ว่างเปล่าจากพระพุทธศาสนา ในแต่ละกัปจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นจะกี่พระองค์ ก็ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์แห่งมงคลธรรมอันเป็นไปตามสภาพเหตุปัจจัยนั้นๆ โดยแต่ละกัป ก็จะมีสุญญกัปคั่นอยู่ ดังเช่นสมัยของพระพุทธเจ้าสมณโคดม พระพุทธเจ้าของเราในกาลปัจจุบัน ต่อไปเมื่อสิ้นสุดอายุพระพุทธศาสนาเรียกว่า นิพพานพระศาสนา ก็จะว่างเว้นพระศาสนา ตรงคำว่าว่างเว้นนี้ บางครั้งตรงนั้นเป็นสุญญกัป และสืบต่อไปว่าจะมีพระปัจเจกพุทธเจ้าไหม..จะมีมหาจักรพรรดิเกิดขึ้นก่อนไหม..ก็เป็นไปตามในลำดับ แต่ในสุญญกัปในความหมายคือว่างเปล่าจากผู้มีคุณทั้งหลาย คือไม่มีทั้งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และแม้มหาจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ก็ไม่มีในกัปนั้นๆ คือว่างเปล่าจากคนที่มีบารมี..

ฉะนั้น ผู้มีบารมีอุบัติเกิดขึ้นในแผ่นดินใด แผ่นดินนั้นก็อุดมสมบูรณ์ด้วยมงคลทั้งปวง เหมือนกับในแต่ละประเทศเขตแดน ถ้าเรามีบรรดาจอมกษัตริย์ที่มีบารมียิ่ง ดังเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราในประเทศไทยนี้ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบารมี เป็นราชาผู้ทรงธรรม บ้านเมืองก็จะได้พึ่งพาอ้างอิงโพธิสมภารของพระองค์ท่าน หากจะเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ ก็แล้วแต่ ก็สามารถรอดพ้นได้โดยอำนาจบารมีธรรม       บรมโพธิสมภารของจอมกษัตริย์
ผู้ทรงธรรม..ไม่ว่าจะจากน้ำท่วม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มนุษย์หมู่ชนแตกแยกกัน เอาขั้นที่ทำลายบ้านเมืองให้เสียหาย ก็ยับบั้งด้วยคำว่า “ธรรมแห่งพระราชา” หรือ “พระราชาผู้ทรงธรรม” ที่แผ่บารมีของพระองค์ท่านให้มีความเยือกเย็นสงบด้วยอำนาจแห่งธรรม เราจึงเห็นว่าบรรดาผู้นำทั้งหลายที่เพียบพร้อมด้วยบารมีธรรมก็จะเป็นผู้ประพฤติโดยธรรม ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ สมบูรณ์ และต้องปฏิบัติธรรมเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่วิจิกิจฉาในพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ขวนขวายในการปฏิบัติธรรมโดยพากเพียรเรียนรู้ ศึกษาจดจำ เพื่อนำไปเป็นหลักปฏิบัติ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบมราชินีนาถ ทรงประพฤติปฏิบัติอยู่

ในภัทรกัปของเรานี้มีมีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น ๕ พระองค์ ที่ผ่านล่วงมาแล้วมี ๔ พระองค์ พระนามว่า พระกกุสันโธ, พระโกนาคมนะ, พระกัสสปะ และเข้าสู่กาลของเราคือ พระสมณโคดม โคตมโคตร หรือ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะ ตระกูลศากยะ แห่งพระนครกบิลพัสดุ์ในสักกะชนบท ปัจจุบันบ้านเมืองตั้งอยู่ในเขตประเทศเนปาล ตรงประมาณใกล้ๆ ชายแดนทางทิศเหนือของอินเดีย เรียกหมู่บ้านดังกล่าวในปัจจุบันว่า ติลอราก็อท ใกล้เทาลิฮาวา ติดกับหมู่บ้านกูดาน ห่างจากลิมพินี ๒๗ กม. ถ้าเราไปก็จะได้เห็นบ้านเมืองดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า ย้อนกลับไป ๒๖๐๐ ปี บวกกับ ๘๐ พรรษา เมื่อเจ้าชายน้อยอุบัติเกิดขึ้น ประสูติ ณ ลุมพินีสถาน เป็นวนอุทยาน อยู่ระหว่างแดนทั้ง ๒ ทั้งฝ่ายแดนบ้านเมืองของพุทธมารดาและพุทธบิดา ก็ทรงถือการประสูติที่นั่น ปัจจุบันเรียกตรงนั้นว่า ตำบลสังเวชนียสถานที่ประสูติ มีเสาพระอโศกปักแสดงเครื่องหมายอยู่ (Pilar Asoke) ชาวพุทธจะเดินทางไปกราบไหว้ที่นั่น เพื่อให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเราอุบัติเกิดขึ้นมีตัวตนอยู่จริง ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ประทับรอยพระบาทบนแผ่นดินดังกล่าว ยกพระหัตถ์ชูนิ้วชี้ขึ้นเหนือพระเศียร พร้อมเปล่งประกาศอสภิวาจาว่า “เราเกิดมาเพื่อเป็นหนึ่ง เป็นเอกบุรุษ เป็นมหาบุรุษ มหาปุริสะที่เหนือบุรุษทั้งปวง เป็นยอดแห่งคน..” ดังพระบาลีที่กล่าวว่า อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ ข้าพเจ้าเกิดมาเพื่อเหนือโลก เชฏฐะ เชฏโฐ เป็นใหญ่ที่สุดในสัตว์ทั้งปวง เป็นที่พึ่งพาของสัตว์ทั้งหลาย และพึ่งพาด้วยเพราะประเสริฐสุด เสฏฐะ เสฏโฐ ฉันเกิดมาเพื่อเป็นผู้ประเสริฐสุด และประกาศเปล่งวาจาต่อว่า อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ เพื่อเปล่งวาจาว่ามาเพื่อการสิ้นซึ่งการเกิด ไม่มีการเกิดอีกแล้ว คือมาเพื่อดับทุกข์สิ้น ประเสริฐเพื่อการพ้นทุกข์ และเมื่อพ้นแล้วจึงเปล่งวาจาว่า..

เมื่อเรารู้แล้วเราจะยังให้สัตว์อื่นรู้ด้วย..พุทโธ โพเธยยัง
เมื่อเราพ้นแล้วเราจะยังให้สัตว์อื่นพ้นด้วย..มุตโต โมเจยยัง
เมื่อเราข้ามแล้วจะยังให้สัตว์อื่นข้ามด้วย..ติณโณ ตาเรยยัง

การประกาศวาจาตามมโนปณิธานของมหาโพธิสัตว์นี้ ซึ่งอุบัติเพื่อธรรมาภิเษกเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ในภัทรกัป การอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านี้ ต้องเป็นบุคคลที่สั่งสมบารมีจนจิตเป็นสัตว์พิเศษที่เรียกว่า โพธิสัตว์จิต เป็นสัตว์พิเศษที่หวังไม่ใช่เพื่อตนแล้ว หวังการกระทำนี้เพื่อเป็นที่พึ่งพาเป็นที่พึ่งพิงของผู้อื่น ถ้าเพียงแค่ตัวเองก็สามารถว่ายน้ำข้ามฟากได้ไม่ลำบาก แต่การสั่งสมพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้นเพื่อยังให้ผู้อื่นข้ามด้วย ถ้าพระองค์ตัดสินใจเสด็จไปเพียงลำพัง ก็คงสำเร็จไปนานแล้ว ในสมัยที่พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบสกระทำอธิการกุศล ทรงทอดร่างเหนือปฐพี เป็นสะพาน เป็นทางเดิน ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสงฆ์สาวกประทับรอยพระบาทเหยียบผ่านไปบนร่างของท่าน โดยทรงตั้งความปรารถนาต่อพระพุทธเจ้าในกาลนั้น เพื่อความปรารถนาพุทธภูมิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทีปังกรทรงสงเคราะห์ด้วยการดำเนินพระบาทผ่านร่างของสุเมธดาบสพร้อมเหล่าพระสาวก เพราะรู้ถึงเจตนาของการกระทำของสุเมธดาบสที่ต้องการก่ออธิการกุศลอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้ถึงซึ่งความสัมฤทธิ์สำเร็จตามมโนปณิธาน จึงทรงอนุเคราะห์รอยพระบาทเหยียบย่างพระบาทลงผ่านร่างของสุเมธดาบสที่วางทอดลำตัวลงไปบนถนนที่เป็นเปลือกตม ในส่วนที่ถนนที่ปรับเกลี่ยเพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก แต่ไม่สามารถทำได้เสร็จทัน จึงทอดร่าง ณ ช่วงที่ยังคงคั่งค้างอยู่นั้น เรียกว่า ทอดร่างวางทับรอยเปลือกตมขี้โคลน เพื่อถวายเป็นสะพาน เป็นการกระทำกุศลอันยิ่งใหญ่ ถวายบูชาแด่พระทศพลญาณ ตั้งความปรารถนาขอถึงซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้า
พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงสงเคราะห์ตามความประสงค์ของสุเมธดาบส โดยการแผ่พุทธบารมีลงไปในทุกพระบาทที่เหยียบย่าง ยังให้เกิดความสำเร็จสมบูรณ์ตามความปรารถนาของสุเมธดาบส ที่ตั้งจิตตั้งมั่นปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า โดยได้รับการพยากรณ์ว่าจะได้สำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ นามตามโคตรว่า โคตมโคตร (โค-ตะ-มะ-โคด) ในวรรณะกษัตริย์ มีพระนามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ บิดาชื่อ สุทโธทนะ มารดาชื่อ มายาเทวี ฯลฯ จะออกมหาภิเนษกรมณ์บรรพชา เสร็จแล้วจะไปกระทำความเพียรอันยิ่งที่ใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา บรรลุพระโพธิญาณสำเร็จเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่นคือการพยากรณ์ในกาลครั้งนั้น ตามที่ตรัสเป็นพระคาถาของพระพุทธเจ้าว่า...

“เราได้พยากรณ์ผู้ใดไว้ว่า จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า...
ผู้นั้นพิจารณาอยู่ ซึ่งโบราณกธรรม ที่พระพุทธเจ้าอบรมมาแล้ว
และเมื่อท่านผู้นั้นพิจารณาธรรม อันเป็นพุทธภูมิจนหมดสิ้น
ผืนแผ่นดินในโลก พร้อมทั้งเทวโลก จึงหวั่นไหว เพราะเหตุนั้น...”

ท่านสุเมธดาบส หลังจากที่ได้รับความปรารถนาและได้รับการพยากรณ์ก็ได้ใคร่ครวญที่จะอบรมบ่มโพธิญาณในโลก ๑๐ ประการ เรียกว่า พุทธการกธรรม ที่เราสวดบารมี ๓๐ ทัศ เป็นการใคร่ครวญตรวจสอบกระทำไว้ในใจอันยิ่ง เพื่อการกระทำความเพียรอันชอบให้สมบูรณ์ ให้สำเร็จตามความปรารถนาบนเส้นทางธรรมนี้ ที่จะต้องกระทำพุทธการกธรรมให้สมบูรณ์เป็นขั้นที่สุดคือ  ปรมัตถะ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสอรรถรับรองตามวาระจิตของสุเมธดาบสที่กำลังพิจารณาพุทธการกธรรม หลังจากพุทธพยากรณ์เกิดขึ้นว่าจะบรรลุพระสัพพัญญุตาญาณเป็นพระพุทธเจ้าในโลก จะยังมนุษย์โลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามพ้นโอฆะด้วยกุศลอันยิ่งในครั้งนี้ ครั้งที่สุเมธดาบสได้ถวายการสักการะที่เป็นอธิการกุศลแด่พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ทรงพยากรณ์ไว้อย่างชัดเจนอีกว่า..”..จะมีพระอัครสาวกคู่นามว่า พระสารีบุตรและพระมหาโมคัลลานะ มีพุทธอุปัฏฐากนามว่า พุทธอานนทะ มีพระอัครสาวิกานามว่า พระเขมาเถรีและพระอุบลวรรณาเถรี และมีอัครอุบาสกนามว่า จิตตคฤหบดีและหัตถกอาฬวกะ ส่วนนางอุตตรากับ        นางขุชชุตรา เป็นอัครอุบาสิกา..”

โดยพุทธพยากรณ์ต่อไปว่า พระพุทธเจ้าสมณโคดม จะเสด็จมหาอภิเนษกรมณ์บรรพชาโดยม้านามว่า กัณฑกะ เมื่อพระชนม์ ๒๙ พรรษา หลังจากครองเรือนมีพระนางพิมพายโสธราเป็นมเหสีหรือเป็นภรรยา มีบุตรชายหรือราชกุมารนามว่า ราหุล ซึ่งเกิดมาได้เพียงวันเดียวเมื่อออกอภิเนษกรมณ์บรรพชา แล้วก็ทรงเสด็จเพื่อแสวงหาโมกขธรรมอยู่ ใช้เวลา ๖ ปี บำเพ็ญเพียรทุกรกิริยาอันยิ่ง จนที่สุดแล้วบรรลุผลตามที่ประสงค์ ก็ได้เข้าถึงพุทธนิมิตเป็นนิมิตที่เห็นเป็นพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น ให้เห็นความจริงของคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ณ เทือกเขาดังกล่าว ในเขตอุรุเวลาเสนานิคม ที่ปัจจุบันเรียกว่า เทือกเขาดงคสิริ หรือ ถ้ำมหากะลา (Mahakala Cave) เป็นถ้ำเล็กๆ อยู่บนภูเขาแห่งนั้น เป็นที่ทรงบำเพ็ญเพียรอันยิ่ง ด้วยความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุด ดังพระบาลีที่ว่า ขันติปะระมัง ตะโปตีติกขา หลักฆราสาสธรรม ๔ ได้แก่ ทานะ สัจจะ ขันติ ทมะ อยู่ที่นี่หมด เมื่อทรงได้ธรรมวิถีในการปฏิบัติจากมหาสุบินนิมิตก่อนการตรัสรู้ ในขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ จึงมั่นใจ ทรงบรรลุพระโพธิญาณแน่นอน เมื่อค้นหาทางสายกลางในการปฏิบัติแล้ว โดยมีนิมิตธรรมที่แสดงให้พระองค์เห็นว่า พระองค์จะทรงสำเร็จโมกขธรรมตามประสงค์แน่นอน โดยมีนิมิต ๕ ประการดังนี้

นิมิตประการแรก คือ พระองค์ทรงนิมิตว่า ทรงบรรทมลงบนแผ่นดิน พระเศียรหันไปทางทิศเหนือ จดภูเขาหิมวันตประเทศ ภูเขาพระสุเมรุ พระหัตถ์ซ้ายหย่อนไปในมหาสมุทรทิศตะวันออก  พระหัตถ์ขวาหย่อนลงไปในมหาสมุทรทิศตะวันตก พระบาทหย่อนลงไปในมหาสมุทรทิศใต้ เป็นนิมิตว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันไม่มีธรรมยิ่งกว่า...

นิมิตที่ ๒ คือ หญ้ากุสะงอกออกมาจากพระนาภีของพระองค์ แล้วเจริญเติบโตสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นนิมิตให้ทราบว่า เมื่อพระองค์ตรัสรู้อริยมรรคมีองค์ ๘ ไปแล้วจักทรงประกาศธรรมแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย...

นิมิตที่ ๓ คือ เห็นหมู่หนอนสีขาว มีศีรษะดำ ไต่ขึ้นมาจากพระบาทจนถึงพระชานุ (เข่า) ของพระองค์ เป็นนิมิตให้ทราบว่า คฤหัสถ์จำนวนมากมายจักขอถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะตลอดชีวิต

นิมิตที่ ๔ คือ เห็นนกสี่เหล่า มีสีต่างๆ บินมาจากทิศทั้ง ๔ ตกลงแทบพระบาทของพระองค์ และกลับกลายเป็นนกสีขาวเหมือนกันทุกตัว เป็นนิมิตให้ทราบว่า วรรณะทั้ง ๔ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร เมื่อออกบวชตามพระธรรมวินัยดังกล่าว สามารถทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติ อันเป็นทางแห่งความหลุดพ้นที่ยอดเยี่ยมได้

นิมิตสุดท้าย นิมิตที่ ๕ คือ เมื่อเสด็จดำเนินไปบนภูเขาซึ่งเต็มไปด้วยคูถ (อุจจาระ) แต่มิทรงแปดเปื้อนพวกอุจจาระ คูถเหล่านั้น เป็นนิมิตให้ทราบว่า พระองค์จะไม่ลุ่มหลง พัวพัน และหมกหมุ่นในปัจจัย ๔ อันมีปกติ เห็นโทษมีปัญญาเปลื้องตนเองให้พ้นจากทุกข์ได้

นั่นเป็นนิมิตของมหาโพธิสัตว์ก่อนบรรลุหรือตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้เสด็จไปประทับใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ ภายหลังได้รับหญ้ากุสะจากพราหมณ์ชื่อว่า โสตถิยพราหมณ์ แล้วเสด็จดำเนินพระบาทสู่ทิศใต้ของต้นอัสสัตถะพฤกษ์ (ต้นโพธิ์) ที่ประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำเนรัญชรา อันเป็นไม้คู่พระบารมีที่เกิดร่วมสมัยเป็นสหชาติกับพระองค์ พระองค์ได้ประทับที่นี่และตั้งความเพียรอันยิ่ง หากว่าไม่ตรัสรู้ในโมกขธรรมเพื่อความสิ้นทุกข์..หรือไม่ดับทุกข์ให้สิ้นได้จากจิตของพระองค์แล้วไซร์นั้น ก็ตายเสียที่นี่ โดยจะไม่ลุกจากการนั่งประกอบความเพียร ไม่เปลี่ยนอิริยาบถประทับนั่งบนบัลลังก์ที่เรียกว่า รัตนบัลลังก์ อันควรคู่กับพุทธบารมี บนศีรษะปฐพีอันเป็นสะดือแห่งโลกนี้ ที่มีความหมายสำคัญยิ่งที่จะรองรับพุทธบารมีอันยิ่งได้ แม้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็จะต้องเสด็จมาตรัสรู้ที่นี่ เพื่อทรงชนะเหนือมารทั้งปวง ดังพระนามที่ทรงเรียกพระองค์เองว่า อนันตชินะ เรียกว่า ชัยชนะนี้ไม่มีประมาณไม่มีที่สุด เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นสัมฤทธิ์ผลด้วยอำนาจแห่งพระทศพลญาณ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องมีญาณอันเป็นกำลังของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ทศพลญาณ

ความสัมฤทธิ์ผลของการบรรลุโพธิญาณ เป็นการแสดงว่า นั่นคือความสำเร็จแห่งทศพลญาณที่พร้อมแล้วในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ซึ่งจะยกขึ้นมากล่าวต่อไปในวิถีแห่งการสั่งสมบารมีธรรมในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก่อนการที่จะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต้องสั่งสมบำเพ็ญบารมีมายาวนาน นับตั้งแต่เป็น อนิยตโพธิสัตว์ หมายความว่า เป็นโพธิสัตว์ที่ไม่ได้รับการพยากรณ์แต่ตั้งเจตนาความปรารถนานั้น และเมื่อความพร้อมของบารมีธรรมของโพธิสัตว์สมบูรณ์ ก็จะได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ว่า ในอนาคตบุคคลหรือสัตว์ผู้นี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เรียกว่า      นิยตโพธิสัตว์

พระนิยตโพธิสัตว์ มี ๓ ประเภท ตามจริยาของโพธิสัตว์หรือความปรารถนาที่หล่อหลอมรวมเป็นนิสัย เรียกว่า ปัญญาธิกะโพธิสัตว์ ในพระพุทธเจ้าของเรา พระสมณโคดมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเนื่องบำเพ็ญบารมีมานับแต่เป็นนิยตะทรงพยากรณ์แล้วนี้ ๔ อสงไขย กับ ๑ แสนมหากัป, ศรัทธาธิกะโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบารมี ๘ อสงไขย กับ ๑ แสนมหากัป และวิริยะธิกะโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญเพียรบารมี ๑๖ อสงไขย ๑ แสนมหากัป ในตำราบางเล่มกล่าวว่าพระเจ้าเบื้องหน้าในอนาคตนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ จะเป็นสายศรัทธาธิกะโพธิสัตว์ แต่ในคัมภีร์พุทธวงศ์กล่าวว่าเป็น วิริยะธิกะโพธิสัตว์ ซึ่งต้องบำเพ็ญสร้างสมบารมียาวนานที่สุดมากกว่าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ถึง ๑๖ อสงไขย ๑ แสนมหากัป

ฉะนั้น สมัยพระโพธิสัตว์พระศรีอริยเมตไตรย์ เราจะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงบำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีโดยตลอด คือ ต้องฝ่าฟันกับความทุกข์ ฝ่าฟันกับอุปสรรคนานัปการตลอด เพื่อการชนะมาร แต่ละครั้งต้องชนะด้วยการบำเพ็ญเพียร เป็นสมัยที่ยาวนานของการบำเพ็ญเพียร จนสัตว์ทั้งหลายที่ไม่ท้อถอยและเชื่อมั่นในผู้นำเข้าร่วมเป็นบริวารของพระองค์ สามารถเดินไปถึงที่หมายได้โดยความเพียรอันยาวนานเพราะ ๑๖ อสงไขย ยาวนานเหลือเกิน สู้กันไม่ไหว สัตว์ที่หมดความอดทน ก็กลับไปกินข้าวต้มกันหมด หรือกลับไปอยู่ในโลกที่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัตถุ หรืออาจะคิดว่าแค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนสัตว์ที่มั่นคงดำรงคติธรรมพากเพียรอย่างต่อเนื่อง ก็จะเข้าสู่เขตสมบัติธรรมในเบื้องหน้าสมัยของพระองค์ ซึ่งจะต้องต่อสู้ฝ่าฟันด้วยความเพียรชอบอันยิ่งใหญ่

ยุคดังกล่าวจึงเป็นยุคศิวิไลซ์แห่งธรรม เป็นยุคที่มีความพรั่งพร้อมของบุคคลในยุคนั้น สัตว์ในยุคนั้นไม่เดือดร้อน เป็นการอยู่อย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า ด้วยบารมีธรรมที่สั่งสมสืบเนื่องกันมายาวนานในสมัยกาลนั้น กว่าจะถึงกาลที่ได้อุบัติเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นอนุสติธรรมที่ทุกคนควรพิจารณา เพราะว่าบุคคลที่จะได้เข้าสู่พระพุทธศาสนาในยุคนั้นได้ ก็ต้องบำเพ็ญเพียรกันอย่างยิ่งยวดในองค์คุณความดี เข้มแข็ง มั่นคง ไม่ท้อถอย บนเส้นทางในวัฏฏสงสารอันยาวนานเหลือเกิน

บุคคลที่จะได้พบพระศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย์ จึงจะต้องมีวิริยะอันเป็นเลิศและต้องประเสริฐด้วยปัญญา หมายความว่า ทั้งปัญญาทั้งศรัทธาจะต้องไปหลอมรวมที่วิริยะ วิริยะ ในความหมายคือ ความเพียรอันชอบ ที่สืบเนื่องจากความมีปัญญา และรองรับด้วยความศรัทธาอันเข้มแข็ง เท่ากับทั้ง ๓ สายไปรวมในสายวิริยะธิกะ วิริยะ ความหมายคือ ตัวปัญญา แต่เป็นปัญญาที่เพียรแล้วเพียรอีก กระทำแล้วกระทำอีก เพื่อสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณอันยิ่งๆ ขึ้นไป

ศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย์ จะอุบัติเกิดขึ้นสืบเนื่องต่อจากพุทธศาสนาในปัจจุบันนั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายผ่านพ้นยุคที่เรียกว่า สัตถันตรกัป อันเป็นกัปที่เกิดขึ้นหลังจากที่ พระพุทธศาสนาของพระสมณ โคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านิพพาน เรียกว่า นิพพานพระศาสนา สิ้นสุดศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยนั้นคนก็จะเสื่อมจากศีลธรรม มนุษย์จะไม่มีจิตใจเคารพยำเกรงในพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ปู่ย่าตายาย สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย สัตว์โลกจะมุ่งไปด้วยการเสพในวัตถุกาม และมากด้วยกามคุณไม่แพ้สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย จึงทำให้อายุของสัตว์ถดถอยลงเหลือเพียงแค่ ๑๐ ปี เป็นอายุขัยที่มากไปด้วยความพยาบาทอาฆาต คิดจะฆ่าแกงกันอย่างเดียว ไม่นับความเป็นญาติเป็นพี่น้องใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มุ่งร้ายประหัตประหารเหมือนนายพรานที่ล่าเนื้อ จนเกิดยุคใช้ศาสตราวุธประหัตประหารกัน ๗ วัน เรียกว่า สัตถันตรกัป มนุษย์คิดว่าต่างฝ่ายต่างก็เป็นสัตว์หรือเป็นเนื้อ จึงออกฆ่าออกล่ากัน กล่าวว่าจับใบไม้ใบหญ้ากลายเป็นหอกเป็นดาบ แหลน หลาว เป็นศาสตราวุธน้อยใหญ่ไล่ทิ่มแทงกัน อกุศลธรรมถึงที่สุด ในที่สุดจักรวาลพินาศ ด้วยเพลิง ด้วยน้ำ ด้วยไฟประลัยกัลป์ ภาวะของความร้อนแรงแห่งกิเลศทั้งปวงด้วยราคะบังเกิดหนา โทสะบังเกิดหนา โมหะบังเกิดหนา ในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย

สมัยใด ราคะบังเกิดหนา ในสันดานสัตว์ก็จะให้ทุพภิกขภัยเป็น ทุพภิกขันตรกัป คือ เป็นกัปที่พินาศด้วยความอดอยากในอาหารเป็นกำลัง เพราะหมู่สัตว์หนาด้วยโลภ ราคะเวทนาเป็นโลภะ เกิดแก่งแย่งทรัพยากรทั้งหลายกัน ถ้าโทสะบังเกิดหนา เกิดขึ้นก็ฆ่าฟันเข้าสู่ สัตถันตรกัป ตามที่กล่าว โลกนี้พินาศด้วยศาสตราวุธทั้งหลาย สัตว์ย่อมเกิดในนรกเพราะอาฆาตต่อกันอย่างรุนแรง เมื่อเข้าสมัยใดที่ โมหะบังเกิดหนา ขึ้นในสันดานสัตว์ก็จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นมากมายเป็น โรคันตรกัป โลกพินาศด้วยโรค และสัตว์ที่หนาด้วยโมหะย่อมเกิดกุศลได้ยากมาก เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติธรรมและขาดความเมตตาต่อกัน

นี่คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในยุคที่อกุศลธรรมเจริญเติบโตยิ่ง จนวิบัติในสมบัติอันควรตามฐานะ เข้าสู่ความหายนะ โลกจะพินาศด้วยไฟน้ำลม ด้วยผลแห่งอกุศลจิตดังกล่าวไว้ว่า ถ้าราคะเกิดหนามาก ทุพภิกขภัยก็เกิดขึ้นมาก, โรคันตรภัยเกิดขึ้นมากในสมัยของโมหะมาก, ถ้าโทสะเกิดแรงกล้า    สัตถันตรกัปจึงเกิดขึ้นมากตามที่กล่าว มนุษย์ก็ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ฆ่ากัน ก็มีมนุษย์กลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งได้หลบหลีกหนีไปอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ชายป่า เห็นความเป็นโทษเป็นภัยที่เกิดขึ้นในหมู่ชน กินผลไม้รากไม้และมีชีวิตอยู่ได้รอดพ้น ๗ วัน ที่ฆ่ากันฝุ่นตลบเลือดกระเซ็น พอพ้นยุคนั้นได้คนเหล่านี้ออกมาเห็นซากศพเกลื่อนกลาดอนาถใจ ได้เห็นและพิจารณาว่าที่ตนเองรอดมาได้เพราะหลีกหลบไปไม่ฆ่าฟัน ออกมาจากเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องการทำร้ายทำลายกัน เห็นความเป็นกุศลธรรมว่า เป็นเพราะกุศลธรรที่ทำให้ตนเองรอดได้ นึกว่าตนเองรอดเพียงแค่คนสองคน กลับกลายเป็นว่าเห็นคนนั้นออกมาบ้างคนนี้ออกมาบ้าง คนเหล่านี้ก็มาพบกันร้องห่มร้องไห้พรำพรรณนาถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น และเมื่อสร่างซาจากความโศกเศร้าก็ตั้งปฏิญญาต่อกันว่า ต่อไปพวกเราจะไม่ทำความชั่วกันแล้ว เพราะความชั่วนั้นเกิดจากการรบราฆ่าฟันด้วยโทสะจริต ด้วยราคะจริต โมหะจริต ที่หนาเกินไป พวกเราทั้งหลายจึงมีแต่ความทุกข์โทษภัยอย่างหนักหนาสาหัสนักเกือบจะหมดเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดังนั้น สัตว์มนุษย์ที่เหลือจากการฆ่าฟัน จึงได้กระทำสัตยาธิษฐานหรือตั้งมโนปณิธานขึ้นในหมู่คณะว่า พวกเราทั้งหลายจะประพฤติมั่นคงอยู่ในศีลในธรรม จะไม่ประกอบความวิบัติใดๆ อันจะนำไปสู่ความฉิบหาย บัดนั้นชาวโลกจึงได้ร่วมกันก่อกำเนิดรากฐานศีลธรรมเกิดขึ้นอีกครั้ง คุรุธรรมอุบัติเกิดขึ้นในโลก ความโลภโมโทสันทั้งหลายของสังคมก็ลดลง มีการไม่เบียดเบียนต่อกันและไม่ล่วงเกินบัญญัติแห่งศีลธรรม มนุษย์จึงมีอายุมากขึ้นด้วยอำนาจแห่งกุศลธรรม จิตมีความชุ่มชื้นขึ้นด้วยอำนาจธรรม เหมือนต้นไม้ที่ได้ฝน จากที่อยู่ในที่แห้งแล้งกันดารจะตายแล้ว รากต้นใบจะไปหมดแล้ว อยู่ๆ ฝนตกพรำลงมา คือศีลธรรมน้ำแห่งฝนตกลงมาค่อยๆ สดชื่นขึ้น จากแคระแกรนไม่ค่อยมีดอกมีใบ ก็ค่อยโตขึ้นๆ มนุษย์กลุ่มแรก ๑๐ ปี ตาย ลูกหลานก็เป็น ๒๐ ปี ลูกหลานต่อมาก็เป็น ๔๐ ปี ลูกหลานต่อมาก็เป็น ๘๐ ปี เป็น ๑๒๐ ปี เป็น ๒๐๐ ปี เป็น ๕๐๐ ปี เป็น ๑๐๐๐ ปีว่าต่อเนื่องกันไปจนถึงแสนสองหมื่นปี และปรับระดับลงมาอยู่ที่แปดหมื่นปี ซึ่งเป็นอายุกาลของการถืออุบัติเกิดขึ้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เมตไตรยะ ซึ่งจะอุบัติเกิดขึ้นในโลกเมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี

ในสมัยนั้นที่พระศรีอริยเมตไตรยะอุบัติเกิดขึ้น เป็นยุคที่มีกษัตริย์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์อยู่ในห้วงสมัยด้วยมี พระเจ้าจักรพรรดิ์นามว่าพระเจ้าสังขะ ครองเมืองเกตุมดีราชธานี ครบด้วยบารมีแห่งความเป็นจักรพรรดิราช จักรพรรดิธรรม มีรัตนะ ๗ ประการครบถ้วน จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว ครบหมดสมบูรณ์ทุกประการ ชนะปกครองบ้านเมืองด้วยอำนาจแห่งธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา ครอบครองแผ่นดินโดยธรรม และต่อมาพระเจ้าสังขะศรัทธาในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ ที่ทรงแสดงธรรมอันงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะอันบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จะทรงบริหารพระภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนกับพระเจ้าของเราที่บริหารพระภิกษุสงฆ์หลายร้อย กำลังพระต่างกัน กำลังพระสงฆ์ในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรามีน้อยกว่า อายุขัยน้อยกว่า อายุของพระองค์ก็น้อยกว่าแต่เสมอกันด้วยทศพลญาณอำนาจของพระพุทธเจ้า เมื่อหมู่ชนได้มาสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาในพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรยะพระพุทธเจ้า ก็จะศรัทธายิ่งดุจดังพระเจ้าสังขะ ที่เป็นจักรพรรดิราชในยุคสมัยนั้น ก็จะทรงบำเพ็ญทานแก่สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย และยกซึ่งทรัพย์สมบัติทั้งปวงเป็นไปเพื่อการถวายทาน ปลงพระเกสาและพระมัสสุ ครองผ้า     กาสาวพัสตร์ ออกบรรพชาบวชเป็นพระสงฆ์ในสำนักของพระศรีอริยเมตไตรย์ และต่อมาก็บรรลุ           พระอรหันตผล สำเร็จถึงความเป็นพระอรหันตผลสาวกในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย์

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นพุทธพยากรณ์ที่พระพุทธเจ้าของเราได้กล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธวงศ์ การพยากรณ์ ในพระพุทธเจ้าในแต่ละกาลสมัยนั้นชี้แสดงให้เห็นอันหนึ่งก็คือ การส่งต่อสืบเนื่องพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธเจ้าของเราพยากรณ์ไปถึงพระศรีอริยเมตไตรยะ เป็นอนาคตของพระพุทธเจ้าที่อุบัติเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปก็ต้องกล่าวพยากรณ์ต่อไป ดังร่องรอยพุทธประวัติ ซึ่งนอกจากคัมภีร์พุทธวงศ์ที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรนามว่า จักรวรรดิสูตร แล้ว ก็จะมีอีกพระสูตรหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงที่ นิโครธาราม พระสูตรดังกล่าวนั้น แสดงเรื่องของการประกาศกำลังของสงฆ์หรือสังฆทาน เรียกว่า ทักขิณาวิภังคสูตร สืบเนื่องจากทรงมีพระประสงค์สงเคราะห์พระนางปชาบดีโคตมีที่จัดทำผ้าใหม่คู่ เพื่อน้อมถวายบูชาคุณพระพุทธองค์ ซึ่งพระองค์ทรงแสดงกำลังแห่งสงฆ์อันเป็นผลไพบูลย์ยิ่ง แม้ในภายภาคหน้าที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว โดยมีการกล่าวถึงในส่วนของอรรถกถาจารย์อันเกี่ยวกับพุทธพยากรณ์ถึงพุทธวงศ์ว่า..มีพระภิกษุรูปหนึ่งที่นั่งอยู่ปลายแถวสุดนามว่า พระอชิตะนวกะ ที่ทรงประทานพุทธานุญาติให้พระอชิตะประกาศกำลังของความเป็นพระนิยตโพธิสัตว์ สามารถที่จะครองบาตรของพระองค์ได้ ณ ที่วัดนิโครธารามมหาวิหาร ต่อหน้าพระสงฆ์ทั้งหลาย ต่อหน้าปวงชนทั้งหลาย อันมี พระนางปชาบดีโคตมี เป็นประธานแห่งฝูงชนขณะนั้น เบื้องหน้าจะมาอุบัติเกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้านามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์...

เรื่องนี้อาตมาไม่สามารถที่จะบอกกล่าวว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะในตัวพระสูตรจริงๆ ไม่ได้แสดงไว้ แต่ว่าในหนังสือที่ขยายความในพระสูตรนี้ เช่น ในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ที่นิพนธ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ในตอนที่ ๒๐ เป็น ตอนเมตไตรยะพยากรณปริวรรต ได้แสดงไว้ว่า “ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา พระศรีอริยเมตไตรย์โพธิสัตว์บังเกิดในครรภ์แห่งนางกาญจนเทวี พระอัครมเหสีของพระเจ้าอชาตศัตรู นามว่า อชิตราชกุมาร ครั้นเจริญวัยเมื่อพระราชบิดาทรงเลื่อมใสในพระสัพพัญญูพุทธศาสนาแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ทรงมีพระทัยโสมนัส และอชิตราชกุมาร จึงได้ทูลลาพระราชบิดาให้ทรงอนุญาตออกบวชพร้อมบริวารหนึ่งพัน อุปสมบทแล้วเล่าเรียนพระพุทธวจนะเป็นอันมาก สามารถบอกกล่าวพระไตรปิฎกแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งปวงได้...

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเสด็จกลับเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ในครั้งที่ ๒ พระนางมหาปชาบดีโคตมีดำริจะถวายจีวรสาฎก คือ ผ้าที่ใช้ตัดจีวร แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงเพาะเม็ดฝ้าย เก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย ดีดฝ้าย ด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง ทรงหาช่างฝีมือเอกมาควบคุมการเอาผ้าสาฏกนั้นในพระราชวัง เมื่อทอเสร็จเรียบร้อยก็ได้ผ้าสาฎก ๒ ผืน ยาว ๑๕ ศอก กว้าง ๗ ศอก พระภูษาทั้งคู่เป็นพัสตร์อันหาค่ามิได้ พระนางทรงพับผ้าสาฎกนั้นใส่ลงไปในผอบแก้ว ยกขึ้นทูลเหนือเศียรเกล้า แวดล้อมเหล่านางศากยะราชกัลยา ถือธูปเทียนดอกไม้กับผ้าทั้งหลายอีกแสนผืน มีราคาผืนแสนกหาปณะ แล้วเสด็จสู่นิโครธารามเพื่อน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงให้นางนำไปถวายแด่สงฆ์อันมีผลานิสงส์ยิ่งกว่าถวายแด่พระองค์ เพราะได้ชื่อว่าเป็นการบูชาตถาคตและสงฆ์ทั้งปวง...

..พระพุทธเจ้าทรงได้ถวายพระธรรมเทศนาแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ที่ดุจเหมือนมารดาของพระองค์ ซึ่งการที่พระองค์ไม่ทรงรับผ้าด้วยพระองค์เองดังกล่าวนั้น ก็เป็นอุบายอันยิ่งใหญ่ กล่าวกันไว้ว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีก็เสียพระทัย เพราะนางยังไม่เข้าใจถึงธรรมอันประณีตที่พระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ จึงได้ถือภูษาคู่ดังกล่าวนั้นน้อมถวายแด่พระสารีบุตร พระมหาโมคัลลานะ และพระอสีติมหาสาวกในลำดับ แต่ก็ไม่มีพระรูปใดรับเพราะรู้เจตนาของพระองค์ที่ต้องการสงเคราะห์ในพระนาง จนไปถึงที่สุดพระบวชใหม่นามว่า อชิตะภิกษุ ตามที่กล่าว นางก็ถวายด้วยความเสียพระทัย น้ำพระเนตรไหล เพราะตั้งจิตทำเพื่อถวายพระบรมศาสดาจารย์ แต่กลายเป็นผ้าคู่นี้เป็นของพระภิกษุหนุ่มซึ่งบวชใหม่ สุดท้ายเพื่อให้นางเกิดความโสมนัสจึงมีพระดำรัสจากพระพุทธเจ้าให้พระอานนท์ นำบาตรของพระองค์มาถวาย ทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า พระสงฆ์สาวกทั้งปวงอย่าได้มีผู้ใดรับบาตรของพระตถาคต ให้เป็นพระอชิตะภิกษุหนุ่มรับบาตรได้แต่เพียงผู้เดียว และทรงเคลื่อนบาตรทรงนั้นขึ้นไปในอากาศ ลอยเข้าไปในกลีบเมฆ อันตรธานไปมิได้ปรากฏ พระสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ทูลขออนุญาตเพื่อนำบาตรนั้นกลับมา แต่เที่ยวแสวงหาก็มิได้พานพบ จนที่สุดจึงรับสั่งให้พระอชิตะภิกษุไปนำบาตรนั้นมา ภิกษุผู้บวชใหม่จึงดำริว่า น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไฉนพระอสีติมหาสาวกทั้งหลายล้วนปราศจากกิเลส มีอานุภาพ จึงมิอาจแสวงหาบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้..ส่วนอาตมานี้มีมลทินครอบงำอยู่ เหตุใดจึงทรงรับสั่งเช่นนี้ คงมีเหตุอันใดอันหนึ่งเป็นแน่แท้บังเกิดปีติปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง จึงเข้าไปกราบทูลว่า ข้าพเจ้าขอพระพุทธานุภาพไปนำบาตรทรงของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาถวาย ณ กาลบัดนี้ พระอชิตะภิกษุได้ออกไปยืนที่สุดของบริษัท แลดูไปในท้องฟ้าและกระทำสัตยาธิษฐานว่า “อาตมาตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์ที่จะได้ตรัสรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง อันอาจจะรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏฏ์อีกประการหนึ่ง หากว่าศีลของอาตมาบริสุทธิ์อยู่เป็นอันดี..ขอให้บาตรทรงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงลอยมาประดิษฐานในมือแห่งอาตมาโดยพลัน..” บัดนั้น บาตรอันปราศจากจิตวิญญาณจึงตกลงมาจากฟากฟ้ามาประดิษฐานในมือของอชิตะภิกษุเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ยังให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีทอดพระเนตรเห็นและทรงมีปีติโสมนัส และทรงเข้าพระทัยว่า ผ้าสาฎกหรือสาฎะกะ หรือผ้าทอเนื้อดิบ ผ้าสาฎกคู่นี้พระนางได้บูชาแล้ว เป็นการได้ถวายผ้าให้กับพระนิยตโพธิสัตว์นามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ ที่ปรากฏในคัมภีร์ดังกล่าวที่แต่งขึ้น แล้วกล่าวแสดงว่าในกาลสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่นั้น      พระนิยตโพธิสัตว์ที่จะสืบเนื่องพระศาสนาไปข้างหน้าก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในเวลาร่วมสมัย และเข้าไปสู่พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เป็นพระสาวกเรียนรู้ในพระธรรมต่างๆ จนจดจำได้อย่างแม่นยำ แต่ก็คั่นไว้ไม่บรรลุธรรม ซึ่งเพียบพร้อมด้วยบารมีธรรม และจะต้องได้รับการกระทำ คือ ทรงพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางพระสงฆ์และเหล่าบริษัททั้งหลาย ที่ทรงพุทธพยากรณ์ในกาลครั้งนั้นที่วัดนิโครธารามมหาวิหารว่า...

“...ดูก่อนอานนท์ พระอชิตะภิกษุซึ่งเป็นสังฆนวกะผู้นี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระศรีอริเมตไตรยะพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ และด้วยอานิสงส์แห่งพัสตร์บูชาแก่พระตถาคตด้วยจิตโสมนัส เป็นอธิการกุศลอันยิ่งในมหาทานที่พระอชิตะนวกะ เมื่อได้รับผ้าใหม่คู่จากพระนางมหาปชาบดีโคตมีแล้ว ก็ได้น้อมถวายบูชาคุณของพระพุทธเจ้าโดยไม่ประมาณ เป็นการทำมหาทานอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง และด้วยมหาทานที่เป็นผ้าใหม่คู่นั้น จึงได้รับการพยากรณ์ว่าความสมบูรณ์พร้อมนี้จะทำให้พระอชิตะภิกษุนี้สมบูรณ์ในบารมีธรรมที่จะอุบัติเกิดขึ้นเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าในภัทรกัปนี้ ในเบื้องหน้านามว่า พระศรีอริยเมตไตรยะสัมมาสัมพุทธเจ้า....

...ดูก่อนอานนท์ กาลเมื่อศาสนาแห่งเราอันตรธานแล้ว จะบังเกิดสัตถันตรกัป และเมื่อสัตถันตรกัปล่วงแล้ว มนุษย์ทั้งหลายจะมีอายุเจริญขึ้นตามลำดับ ตราบเท่าถึงอสงไขยเป็นกำหนด และจะกลับลดถอยลงมาเจริญขึ้นอีกจน ๘๐๐๐๐ ปีเป็นอายุขัย ครั้งนั้นเมืองพาราณสีจะมีชื่อว่า เมืองเกตุมดีนคร มีพระราชาพระนามว่า สังขะจักร มีรัตนะแวดล้อมทั้ง ๗ ประการ คือ ถึงซึ่งความเป็นมหาจักรพรรดิราช ด้วยความพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นบารมีธรรมของจอมกษัตริย์ที่เป็นมหาจักรพรรดิ์นามว่า พระสังขะ หรือ สังขะจักร (จักรนี้มาต่อเติมที่หลัง) คำว่า จักร มาต่อเติมเพื่อขยายความเป็นจักรพรรดิเพราะผู้เป็นพระมหาจักรพรรดิจะต้องมี จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว และมีทวีปใหญ่ ๔ ทวีปน้อย ๒ พัน เป็นบริวารครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเป็นใหญ่ที่สุดในโลกนี้...

เมื่อกาลสมัยดังกล่าวนั้นที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจธรรมที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอายุขัยของสัตว์ทั้งหลายอยู่ที่ ๘๐๐๐๐ ปี หรือเกิดจักรพรรดิเกิดขึ้นนาม พระสังขะ เมืองชื่อ เกตุมดีนคร คือพาราณสี ณ ปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำคงคา ความพร้อมดังกล่าวนี้สมบูรณ์แล้ว ในกาลนั้นพระนิยตโพธิสัตว์ นามว่า ศรีอริยเมตไตรยะ จะลงมาอุบัติในครรภ์แห่งนางพรหมวดีพราหมณี อันเป็นอัครภรรยาแห่งสุพรหมาพราหมณ์ จะถือปฏิสนธิในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และเจริญวัยเติบโตตามลำดับ จะได้บริโภคสมบัติอยู่ในปราสาททั้ง ๓ มีนางจันทมุณีพราหมณี (บางตำรา เรียก จันทมุขี) เป็นอัครภรรยา แวดล้อมด้วยบาทบริจาริกาแสนนาง อยู่ในเพศฆราวาส ๘,๐๐๐ ปี และได้นิมิต ๔ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อนางจันทมุนีให้กำเนิดบุตรมีนามว่า พรหมวัฒนกุมาร มีลูกชาย ๑ องค์ จะออกสู่มหาอภิเนษกรมณ์ โดยปราสาทจะเลื่อนลอยจากคงคาขึ้นบนอากาศ และลงไปประดิษฐานบนปฐพีที่ใกล้ไม้นาคมหาโพธิ์ คือ ไม้กากะทิง อันเป็นไม้คู่พุทธบารมีของพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้านามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ (ในพระพุทธเจ้าของเรานี้ต้นไม้คือ ไม้อัสสัตถพฤกษ์หรือไม้ปะแป้ง) เมื่อบรรลุพระโพธิญาณเมื่อไรเราจะเรียกว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเสมอกันทั้งหมด พระโพธิสัตว์เสด็จไปทางอากาศด้วยปราสาทที่ถวายโดยพระสังขะ มหาจักรพรรดิ์ ได้ถือเอาทิพยผ้ากาสวพัสตร์อันท้าวมหาพรหมนำมาถวายและทรงนำการบรรพชา ทรงทำทุกรกิริยา ๗ วัน (พระพุทธเจ้าของเราทรงกระทำอยู่ ๖ ปี) เมื่อถึงวันวิสาขปุรณมี ทรงเสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุนันทาพราหมณีถวาย แล้วเข้าไปในป่าสาละในเวลาสายัณห์ ทรงรับหญ้าคาจากโสตถิยะมานพ แล้วเสด็จสู่โคนต้นไม้กากะทิงปูลาดด้วยหญ้าคา อธิษฐานเป็นรัตนบัลลังก์สูง ๑๕ ศอก ทรงประทับนั่งพิจารณาปัจจยาการ สำเร็จพระสัพพัญญุตาญาณในเวลารุ่งอรุณ พร้อมเปล่งปฐมพุทธอุทานเหมือนกับทุกพระองค์ ที่กล่าวเป็นพระคาถาว่า..”...อเนกะชาติสังสารัง...” เป็นต้น ตามที่กล่าวเบื้องต้น

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะทรงบำเพ็ญมาเช่นนี้และจะทรงกระทำอย่างนี้ เป็นปกติวิสัยของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และที่สุดจะเสวยวิมุตติธรรมครบถ้วน ๗ สถาน ๔๙ วัน ต่อมามหาพรหมทวยเทพก็ได้อาราธนาเพื่อกราบทูลเชิญประกาศพระศาสนาโปรดสัตว์ทั้งหลาย และจะเสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อแสดงพระธรรมจักร หรือประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองให้เป็นไป เรียกพระสูตรนั้นว่า พระธัมมจักรกัปปวัตนสุตตัง หรือ พระปฐมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า

จากหลักฐานที่แสดงไว้ในคัมภีร์พุทธวงศ์ แสดงว่า ในภัทรกัปนี้ มีพระพุทธเจ้าที่ใช้สถานที่ทรงประสูติที่เดียวกัน ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ถึง ๒ พระองค์ ได้แก่ พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์ที่ ๓ และ พระศรีอริยเมตไตรย์ องค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัป ส่วน พระกกุสันโธ พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเราจะมีสถานที่ประสูติอยู่ในเขตประเทศเนปาล ดังหลักฐานปรากฏที่โกติฮาวา นิกริฮาวา และลุมพินีสถาน นี่คือสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ทั้งนี้ ก่อนพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นสืบเนื่องมาแล้ว ๓ พระองค์ พระนามว่า พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงตรัสกล่าวเล่าเรื่องในอดีตวงศ์ของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ จึงขอกล่าวถึงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในภัทรกัปนี้ มีรายละเอียดโดยย่อดังนี้

 ในภัทรกัปที่ ๑ พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า

เบื้องต้นคือ พระกกุสันโธ นั้นทรงแสดงไว้ว่า พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีทั้งหลายในฐานะเป็นนิยตโพธิสัตว์ สมบูรณ์แล้วจึงไปบังเกิดในสรรค์ชั้นดุสิต ชั้นดุสิตเป็นชั้นที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะไปประทับที่นั่น อันสมบูรณ์แล้วด้วยธรรม รอการอาราธนาเพื่อลงมาโปรดสัตว์ อุบัติเกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าในกาลสมัยของพระองค์ พระโพธิสัตว์เทวดุสิต นามว่า กกุสันโธ ต่อมาก็ได้จุติจากชั้นดุสิตมาปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีเหมือนกัน ต้องเกิดในตระกูลพราหมณ์ชื่อ วิสาขา เป็นภรรยาของพราหมณ์ปุโรหิตชื่อ อัคคิทัตตะ เป็นบิดา มีหน้าที่เป็นพราหมณ์ปุโรหิตที่เป็นผู้อนุศาสน์อรรถธรรมถวายพระเจ้าเขมังกรนครแห่งกรุงเขมาวดี พระกกุสันธะโพธิสัตว์ เมื่อประสูติในอุทยาน ณ เขมวดีนครมีนามว่า    อุตตระ ครองฆราวาสวิสัยอยู่สี่พันปี มีปราสาทครบ ๓ หลัง ทุกพระองค์จะมีปราสาทคู่บารมีอยู่ ๓ หลังเหมือนกัน มีสตรีบาทบริจารกา ๓๐,๐๐๐ นาง มีพระนางโรจินีพราหมณีเป็นประมุข คือเป็นภรรยา

เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นนิมิต ๔ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงออกมหาอภิเนษกรมณ์บรรพชาด้วยรถม้า (ไม่ใช่ม้า) และทรงผนวช มีบริวารสี่หมื่นตามไปบวชด้วย บำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน ครบถ้วนถึง กาลวิสาขฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๖ บริโภคข้าวมธุปายาสที่ธิดาของวชิรินธพราหมณ์นำมาถวาย และได้พักผ่อนกลางวัน ณ ป่าตะเคียน (พระศรีอริยเมตไตรย์ ณ ป่าสาละ, พระสมณโคดม พระพุทธเจ้าของเรา ณ ป่าสาละ ยังร่วมสมัยกันอยู่ ต้นไม้ยังเป็นต้นสาละ) แสดงว่าต้นตะเคียนเป็นต้นไม้ในพระพุทธศาสนาอีกต้นหนึ่งที่ควรจดจำไว้ และเมื่อถึงเวลาเย็น กาลสมัยอันสมบูรณ์หรือกาลอันเป็นมงคลได้เคลื่อนมาถึงแล้ว ก็ได้ออกจากป่าตะเคียน ข้ามฟากมาฝั่งตรงข้าม (ฝั่งป่าตะเคียนเป็นทิศตะวันตก) รับหญ้ากุสะ (ไม่ใช่หญ้าคาแต่ทรวดทรงคล้ายหญ้าคา ขึ้นตามริมสองฝั่งของแม่น้ำเนรัญชรามากมาย อาตมาเคยให้พิจารณาเอามาเป็นที่ปูนั่ง) พระโพธิสัตว์นามว่า กกุสันธะ ได้รับหญ้ากุสะ ๘ กำมือ ที่ชาวนาชื่อสุภัททะถวาย ก่อนเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ ที่ชื่อ สิรีสะ (ชื่อทางภาษาของชมพูทวีป) เรารู้จักกันว่า ต้นซึก มีขนาดเท่าต้นแคฝอย มีกลิ่นหอมเมื่อลมโชย กระทำประทักษิณโพธิพฤกษ์แล้วลาดหญ้าลงเป็นบัลลังก์ นั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียร บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ พร้อมทั้งพุทธอุทานคือเปล่งวาจา (เป็นพระคาถาบทเดียวกันทุกพระองค์เมื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้วในวิสาขฤกษ์ก่อนรุ่งอรุณ เวลารุ่งอรุณ คือเข้ารอยต่อ ณ วันใหม่แต่ยังอยู่ในวิสาขะ)

อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ปุนัปปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
แปลว่า
เมื่อเราเป็นผู้ยังไม่มีญาณ โลดแล่นอยู่ในสังสารวัฏฏ์เป็นอเนกชาติ
เราแสวงหานายช่างผู้ปลูกเรือน คือ ตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกข์คราวเป็นทุกข์ร่ำไป
บัดนี้เรารู้จักเจ้าแล้ว เจ้าไม่มีโอกาสที่จะสร้างบ้านเรือนให้เราอีกแล้ว
โครงเรือนเราได้ทำลายทิ้งเสียแล้ว ยอดเรือนเราได้รื้อเสียแล้ว
เราเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรทำให้หวั่นไหวได้อีกแล้ว
จิตของเราถึงแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป
เพราะเราเป็นผู้สิ้นแล้วซึ่งตัณหา คือเป็นผู้ถึงแล้วพระนิพพาน

ในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะพุทธอุทานบทนี้ ในที่สุดแล้วพระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ ณ ต้นซึก ตลอด ๗ วัน ในราตรีที่ ๗ จึงออกจากอรหันตผลสมาบัติ แล้วทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทสืบเนื่อง คือธรรมที่อาศัยซึ่งกันและกันในการเกิดขึ้น ธรรมนี้อาศัยซึ่งกันและกันอุบัติเกิดขึ้น สืบเนื่องก่อรูปเป็นกระแส และตรัสรู้ความจริงดังกล่าวจากการมนสิการธรรมที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม ให้เข้าถึงความจริงดังกล่าวที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ หลังจากนั้นจึงเสด็จเข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดภิกษุสี่หมื่นองค์ที่ติดตามพระองค์ (ดุจดังที่พระพุทธเจ้าของเราเสด็จไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้งห้า จนเข้าถึงธรรมครบองค์สงฆ์    สังฆรัตนะอุบัติเกิดขึ้นในกาลครั้งนั้น ครบรัตนตรัยที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทวยเทพเทวดาสัตว์ทั้งหลายที่ได้มาร่วมฟังธรรม บรรลุธรรมกันมากมาย ในกาลของพระพุทธเจ้าของเราเช่นเดียวกันที่แสดงไว้ในพระธัมมจักรกัปปวัตนสุตตัง)

ในกาลสมัยของพระพุทธเจ้าพระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวชัดว่า สัตว์สี่หมื่นโกฏิได้บรรลุธรรม นี่เป็นการแสดงในอดีตวงศ์ของพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้าที่อุบัติเกิดขึ้นไปแล้วโดยอตีตังสญาณ (ญาณพยากรณ์อดีตพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา) แสดงให้เห็นสภาพธรรมอันเป็นไปของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อันควรแก่การบูชา เพื่อให้เห็นความเป็นธรรมดาแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าที่เสมอกันด้วยอำนาจแห่งธรรม ดังที่กล่าวในภัทรกัปนี้เฉพาะขึ้นมา ซึ่งจริงๆ ได้ทรงพยากรณ์ไปอีกหลายพระองค์ก่อน นอกจากในภัทรกัปก็ยังมี แต่อาตมายกขึ้นมาแสดงในภัทรกัปเพื่อให้เห็นความสืบเนื่องในภัทรกัปนี้ ระหว่างอดีตของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ที่ผ่านไปแล้ว พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน และพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติเกิดขึ้นในเบื้องหน้าที่ได้รับการพยากรณ์ถูกต้องชัดเจน และปรากฏอยู่ในพระสูตรอันเชื่อถือได้ ซึ่งเบื้องหน้าจะมีพระศรีอริยเมตไตรย์จะอุบัติเกิดขึ้น และแสดงให้เห็นอดีตที่ผ่านไป ๓ พระองค์ คือ พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่กล่าวเล่ามาพอเป็นธัมมานุสติให้เราทั้งหลายได้บูชากัน

ที่สำคัญอันหนึ่งในความเป็นพุทธวิสัย คือ การแสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์ พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมพระสาวกขีณาสพจำนวนสี่หมื่น เท่ากับ สี่หมื่นที่ทรงสงเคราะห์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระองค์ทรงเสด็จไปประทานพระธรรมเทศนาโปรดภิกษุสี่หมื่นองค์ที่บวชกับพระองค์มา และทั้งสี่หมื่นองค์ก็คือตัวเลขที่ประชุมพระสงฆ์สาวกที่ได้สดับพระโอวาทปาฏิโมกข์ที่ทรงแสดงโดยพระองค์เมื่อวันมาฆบูชา และทรงแสดงเพียงครั้งเดียว (พระพุทธเจ้าของเราแสดงต่อเนื่องจนถึงพรรษาที่ ๒๐ หลังจากนั้นจึงประกาศให้พระสงฆ์เป็นอาณาปาฏิโมกข์ เป็นพระภิกขุปาฏิโมกข์ พระสงฆ์ท่องบ่นจดจำและสวด มีพระปาฏิโมกข์หนึ่งองค์สวด ฟังการสวดจากพระสงฆ์อนุญาตให้พระสงฆ์กระทำการประชุมเพื่อฟังศีลปาฏิโมกข์ หรือปาฏิโมกข์ศีลของพระได้ อันเป็นสิกขาบทน้อยใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ ท่องบ่นจดจำนำมาสาธยายเรียก ภิกขุปาฏิโมกข์ หลังจากนั้น ก็จะไม่เป็นโอวาทปาฏิโมกข์ที่แสดงโดยพระองค์เอง แต่แสดงหลายครั้งในพระพุทธเจ้าของเรานี้ หลายครั้งที่ทรงประทาน) ในสมัยพระกกุสันโธ ทรงแสดงเพียงครั้งเดียว เรียกวันดังกล่าวเสมอกันว่า จาตุรงคสันนิบาต เรียกวันมาฆบูชาว่า เป็นวันที่ยังพระธัมมจักรให้เป็นไป และวิสาขบูชา เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน คือวันเดียวกัน นี่คือความเป็นพุทธวิสัยที่เสมอกัน

วันจาตุรงคสันนิบาต เป็นวัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ มาฆฤกษ์ ภิกษุมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายเหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกัน พระภิกษุเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันตขีณาสพ ที่ทรงประทานการบวชโดยพระองค์เองทั้งหมด และในสมัยของพระพุทธเจ้านามว่าพระกกุสันโธนั้น ได้เสด็จไปดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารชื่อ เขมาราม หลังจากที่ทรงเผยแพร่พระธรรมแก่โลกและเทวโลก คือ เทวดา มนุษย์ สัตว์ทั้งหลายมากมาย

 ในภัทรกัปที่ ๒ พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า

แม้ในสมัยต่อมาที่ทรงแสดงเล่าเรื่องของในอดีตของพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปในภัทรกัป ก็คงยกมาแสดงคล้ายๆ กัน แสดงให้เห็นพุทธวิสัยนามว่า พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า อาจจะมีแตกต่างกันเรื่องของเส้นทางการสร้างบารมีธรรมที่แตกต่างกันหรือความปรารถนาที่ว่า เช่น เป็นปัญญาธิกะ เป็นศรัทธาธิกะ เป็นวิริยะธิกะ สี่อสงไขย แปดอสงไขย สิบหกอสงไขย ก็แล้วแต่เส้นทางการสร้างบารมีบำเพ็ญเพียรมาสมัยของพระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติเกิดขึ้นในโลก ขณะสมัยนั้น อันหนึ่งที่อาจจะแตกต่างกันไปคืออายุสัตว์ทั้งหลายในยุคนั้น

ยุคสมัยพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ อายุสัตว์สามหมื่นปี เมื่อสัตว์โลกอายุสามหมื่นปี พระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นในโลกนามว่า โกนาคมนะ เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีและถึงพร้อมที่จะปฏิสนธิในโลกมนุษย์ ก็ได้ตรวจความพร้อมอันสมบูรณ์แล้ว เรียกว่า ปัญจมหาวิโลกนะ เช่น อายุสัตว์ในทวีปไหน ประเทศไหน ในกาลใด แม่ชื่ออะไร มีแม่ไหม ต้องตรวจหมด ตรวจความพร้อมสมบูรณ์แล้วพบว่า ควรแก่การปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณ์ชื่อว่า อุตตรา ต้องตรวจว่ามารดาชื่ออะไร มารดาพร้อมแล้ว กาลสมัยนี้พร้อมแล้ว อายุสัตว์พร้อมแล้ว ประเทศพร้อมแล้ว ทวีปพร้อมแล้วซึ่งต้องเป็นชมพูทวีป คือ อยู่ในเขตมัชฌิมประเทศ อายุสัตว์แตกต่างกันไป มารดาก็แตกต่างกันไปตามวิสัย แต่มารดาต้องถึงคุณพร้อมด้วยความเป็นมารดาของพระพุทธเจ้าอันเสมอกันเช่นเดียวกัน มารดาชื่อ นางอุตตรา เป็นภริยาของ ยัญญทัตตพราหมณ์ และเกิดในครอบครัวสกุลใด สกุลหรือครอบครัวนั้นต้องได้รับการยกย่องสูงสุดในสมัยนั้น พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดในตระกูลพราหมณ์ พระกกุสันโธเกิดในตระกูลพราหมณ์ ตระกูลพราหมณ์ได้รับการยกย่องเหนือคณะบุคคลทั้งปวงในการถือตามสกุล ณ ขณะนั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดในตระกูลวรรณะ ของกษัตริย์ว่าสูงกว่าพราหมณ์ พราหมณ์กับกษัตริย์จะเปลี่ยนกันไปมาผลัดกันขึ้นสูงสุด เมื่ออย่างหนึ่งขึ้นอีกอย่างก็รองลงมา แต่จะเกาะเกี่ยวกันไป ในสกุลในครอบครัวก็เลือกเช่นเดียวกัน

มารดา อายุ ประเทศ ทวีป กาลสมัยเหล่านี้ ต้องตรวจสอบโดยมหาปัญจวิโลกนะ และจะเกิดในบ้านเมืองชื่อว่า กรุงโสภวดี โดยประสูติที่โสภาวดีอุทยาน ขณะที่พระองค์ทรงสมภพ ฝนตกเป็นทองทั่วทั้งชมพูทวีป เพราะเหตุที่ทรงเป็นที่มาแห่งฝนทอง จึงได้รับการเฉลิมพระนามว่า โกนาคมนะ ครองฆราวาสวิสัยอยู่สามพันปี มีปราสาท ๓ หลัง มีนางบาทบริจาริกาหนึ่งหมื่นหกพันนาง (เป็นบารมีธรรมอันหนึ่ง นางบาทบริจาริกาทั้งหลายเป็นบารมีธรรมของพระโพธิสัตว์) นางรุจิคัตตาพราหมณีเป็นประมุข มีบุตรชื่อ  สัตถวหะ ออกมหาอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือ ช้าง (พระกกุสันโธ ด้วยยานคือ รถม้า พระพุทธเจ้าของเราด้วย ม้า พระศรีอริยเมตไตรย์ด้วยยานคือ ปราสาท พระกัสสปะด้วยยานคือ ปราสาท โดยเคลื่อนทั้งปราสาทไปที่ศีรษะปฐพี ณ พระศรีมหาโพธิ์ปัจจุบัน) ริมแม่น้ำเนรัญชราปัจจุบันนี้เอง และต้นไม้คู่พระบารมีของพระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ต้นไม้มะเดื่อ ชื่อตามศัพท์บาลีว่า ต้นอุทุมพร ฉะนั้นต้นมะเดื่อ คือต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอีกต้นหนึ่ง (ตะเคียน มะเดื่อ กากะทิง ไม้อัสสัตถพฤกษ์) ทรงเสด็จไปเจริญภาวนาเมื่อปูลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๒๐ ศอก นั่งขัดสมาธิ กำจัดกองกำลังแห่งมาร ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตาญาณในเวลารุ่งอรุณ และเปล่งอุทานเหมือนกันตามที่กล่าว...

อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
แปลว่า
เมื่อเราไม่รู้จักคำว่าญาณ เราโลดแล่นอยู่ในสังสารวัฏฏ์เป็นอเนกชาติ
แสวงหาอยู่แต่นายช่างผู้ปลูกเรือน คือ ตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป
บัดนี้เรารู้จักเจ้าแล้ว ตัณหาผู้สร้างเรือน เราพบท่านแล้ว
ท่านจักไม่สามารถสร้างเรือนให้เราได้อีกแล้ว
โครงเรือนของท่าน เราได้ทำลายแล้ว ยอดเรือนเราได้รื้อทิ้งเสียแล้ว
เราเป็นผู้ที่ไม่มีอะไรๆ ทำให้หวั่นไหวได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะเราถึงแล้วซึ่งความสิ้นทุกข์คือพระนิพพาน

นี่เป็นพุทธอุทาน อุทานของพระพุทธเจ้าเมื่อสำเร็จพระโพธิญาณ หลังจากนั้นนั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ สถาน ๔๙ วัน ที่พระพุทธเจ้าของเราทรงกระทำ ณ สัตตมหาสถาน มีนามว่า รัตนบัลลังก์ พระอนิมิสเจดีย์ พระรัตนจงกรมเจดีย์ พระรัตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธ สระมุจลินท์ ราชายตนะ นี่คือ ๗ สถานในพระพุทธเจ้าของเรา และในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็จะมี ๗ สถานเช่นเดียวกันที่ทรงเสวยวิมุตติ สืบเนื่อง ๗ สัปดาห์ หลังจากนั้นจะรับอาราธนาจากทวยเทพมหาพรหม เพื่อเสด็จประกาศพระธรรมให้เป็นไปในโลกนี้ จึงเลือกเขตแสดงและเสด็จไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเหมือนกัน จะโปรดคณะบุคคลเบื้องแรก เกิดปฐมสาวกขึ้นครั้งแรกที่นั่น ครบถ้วนองค์ที่นั่น และถึงจะสืบเนื่องพระพุทธศาสนาต่อไป ด้วยเพราะเหล่าพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นอย่างนี้เช่นเดียวกัน

ในการแสดงอดีตแห่งพุทธวงศ์ในภัทรกัปของพระพุทธเจ้านามว่า พระโกนาคมนะ นอกจากทรงกล่าวว่า ต้นโพธิพฤกษ์ที่ตรัสรู้ เรียกว่า ต้นอุทุมพรแล้ว ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะนี้มีพระสรีระสูง ๓๐ ศอก มีรัศมีงามมากเหมือนทองในเบ้าหลอมของช่างทอง มีพระชนมายุสามหมื่นปี นอกจากออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้างแล้ว ก็มีพระอัครสาวกคู่ชื่อ พระภิยโยสะ กับ พระอุตตระ     พระอุปัฏฐากชื่อ พระโสตถิชะ พระอัครสาวิกาคู่ชื่อ พระสมุททาเถรีและพระอุตตราเถรี อัครอุบาสกชื่อ     อุคคะและโสมเทวะ อัครอุบาสิกาชื่อ สีวกาและสามา

ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เรียก จาตุรงคสันนิบาต หมายความ ทรงประชุมพระสาวกขีณาสพซึ่งมาประชุมโดยมิได้นัดหมาย เพื่อแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในวันมาฆบูชาที่อุทยานสุรินทวดีเพียงครั้งเดียว เพราะว่าในสมัยนั้นอายุขัยของสัตว์ยังยาวอยู่ พระองค์ท่านยังอยู่ครบถ้วนในอายุขัยของสัตว์ทั้งหลาย การประกาศครั้งเดียวเหมือนกับการประกาศบทเรียนที่พระองค์ท่านได้ประกาศและพระองค์ท่านก็อยู่ร่วมสมัย แต่ของเราหลังจากประกาศแล้วทรงประกาศหลายครั้งและแสดงหลายๆ ครั้งต่อเนื่อง ถึงจนที่สุดได้มีพุทธบัญชาเป็นพุทธอริยะให้พระสงฆ์ได้ประชุมฟังพระปาฏิโมกข์โดยมีพระสงฆ์สวดสาธยายขึ้นหนึ่งรูป และประชุมทำสังฆอุโบสถด้วยคณะสงฆ์

 ในภัทรกัปองค์ที่ ๓ พระกัสสะปะสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงแสดงในอดีตวงศ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่สืบมานี้องค์ที่ ๓ ในภัทรกัปนามว่า พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งใกล้เคียงกับของเรา ต่อเนื่องจากพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อมาเป็น              พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าในกาลสมัยของเราแล้ว อายุสัตว์ในยุคของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ลดลงจากสี่หมื่นปี มาเป็นสามหมื่นปี มาเหลือสองหมื่นปี แต่ในยุคของเรากัปของมนุษย์แค่ ๑๒๐ ปีลดลงมาจากสองหมื่นเหลือร้อยยี่สิบ พระพุทธเจ้าของเรามีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา, พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า สี่หมื่นปี, พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระชนมายุสามหมื่นปี, พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระชนมายุสืบเนื่องครบถ้วนสองหมื่นปี และดังที่กล่าวไว้ไปแล้วว่าสถานที่ประสูติก็คือ ที่เดียวกับพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ แคว้นกาสี พาราณสี ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เท่ากับมีสองพระองค์ พระองค์ที่ผ่านไปในอดีตก็คือองค์ที่ ๓ ในภัทรกัป และองค์ที่ ๕ ที่จะอุบัติเกิดขึ้นจะต้องเสด็จมาประสูติที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน โดยปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณ์ชื่อ ธนวดี มีสามีชื่อ พรหมทัตตะ แห่งกรุงพาราณสี ญาติทั้งหลายตั้งพระนามของพระองค์โดยโคตรว่า กัสสปะกุมาร ครองฆราวาสวิสัยอยู่สองพันปี มีปราสาท ๓ หลัง มีบุตรชื่อ วิชิตเสนะ มีบาทบริจาริกาสี่หมื่นแปดพันนาง มี   นางสุนันทาพราหมณีเป็นประมุขหรือภรรยา และทรงเสด็จจากปราสาทที่ประทับสู่โพธิพฤกษ์ ทรงรับผ้าธงชัยแห่งพระอรหันต์ที่เทวดาถวายแล้วทรงผนวช บริวารทั้งหลายก็ออกบวชตามกันเช่นเดียวกัน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน ในวันวิสาขปุรณมีได้เสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุนันทาพราหมณีถวาย พักกลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำมือที่ชาวนาชื่อ โสมะ ถวายและเสด็จไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นนิโครธ พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้ามีต้นพระศรีมหาโพธิ์นามว่าต้นนิโครธหรือต้นไทร ทรงปูลาดสันถัตหญ้ากว้างยาว ๑๕ ศอกประทับด้านเหนือสันถัตนั้น และบรรลุอภิสัมโพธิญาณ เปล่งอุทานเป็นพุทธอุทานเป็นบทเดียวกันเช่นเดียวกันว่า...

อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา

เมื่อตรัสรู้แรกสมบูรณ์ครบ ๗ วันในราตรีที่ ๗ ทรงออกจากอรหันตผลสมาบัติ ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทและทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ในสัตตมหาสถาน ทรงเห็นอุปนิสัยของภิกษุหนึ่งโกฏิที่บวชพร้อมพระองค์ แสดงว่าออกบวชตามพระองค์คือหนึ่งโกฏิ (ประมาณ ๑๐ ล้าน) บริวารเยอะมาก มากกว่าในพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ แต่อายุขัยต่ำกว่า มหาสถานทั้ง ๗ ก็อันเดียวกันอยู่ในปริมณฑลตรงนี้ เมื่อพระศาสดาเสด็จจาริกไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปตามวิสัยสัตว์สองหมื่นโกฏิบรรลุธรรม หลังจากนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นพุทธวิสัย (อาตมาไม่ได้กล่าวใน ๒ พระองค์แรก) คือ โปรดพุทธมารดา ที่จะต้องเสด็จสู่ตาวะติงสา มีสถานที่ที่จะต้องทำยมกปาฏิหาริย์ อันเป็นสถานที่คู่บารมีเช่นเดียวกันน ตั้งแต่สถานที่แสดงพระธัมมจักรให้เป็นไป ที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ปรินิพพาน สถานที่อันหนึ่งที่ทรงต้องบันทึกไว้เป็นสถานที่ของพระพุทธเจ้าคู่พุทธบารมีคือ แสดงยมกปาฏิหาริย์ (ศาสนาพระพุทธเจ้าของเรา ณ ปัจจุบัน อยู่นอกเมืองสาวัตถี มีสถูปเป็นที่แสดง) ส่วนในสมัยของพระพุทธเจ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นประดู่ พระพุทธเจ้าของเราที่โคนต้นมะม่วง อัมพพฤกษ์ (ต้นมะม่วง)

พระองค์ได้ทรงแสดงอันมีเรื่องสำคัญคือ  สมัยของพระมหากัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมโปรดแก่นรเทพ ผู้มีศักดิ์ใหญ่และฤทธิ์มาก เหมือนนรเทพยักษ์ที่แปลงตัวเป็นราชาไปครองเมืองต่างๆ และฆ่าพระราชาตัวจริงกินเสีย สวยรอยเป็นพระราชา ทำงานอยู่ในราชสำนัก โปรดการเสวยเนื้อและเป็นนักเลงหญิง ถ้าคราใดรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นพระราชาเป็นอมนุษย์ ก็จะฆ่าพระราชากินเสีย และจะฆ่ากินสตรีผู้นั้นทั้งหมดและจะเดินทางไปยังพระนครอื่นๆ พวกมนุษย์ชาวนครทั้งหลายถูกมรณภัยคุกคามจากนรเทพยักษ์ ก็สะดุ้งกลัว พากันออกจากพระนครหนีไป พระกัสสปะทศพลเห็นพวกมนุษย์พากันหนีไป ก็ได้ประทับยืนประจันหน้ากับนรเทพยักษ์ แล้วแสดงธรรมโดยก่อนแสดงธรรมได้ยอมแพ้ด้วยเดชานุภาพของพระองค์ เมื่อยอมแพ้แล้ว นรเทพยักษ์ก็ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ ทูลถามปัญหาจากพระองค์ พระองค์ทรงวิสัชนาปัญหาและทรงฝึกทรงแสดงธรรมอภิสมัย ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาที่มาประชุมกันเกินจะนับได้ถ้วน

ในสมัยของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้ามีบุตรปุโรหิตในกรุงพาราณสีชื่อว่า ติสสะ เห็นลักษณะในพระสรีระของพระกัสสปะโพธิสัตว์ ฟังบิดาพูดคิดว่าท่านผู้นี้ออกมหาอภิเนษกรมณ์แล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย จำเราจักบวชในสำนักของพระองค์ เพื่อพ้นจากสังสารทุกข์จึงไปยังป่าหิมพานต์ ที่มีหมู่มุนี ผู้บริสุทธิ์บวชเป็นดาบส มีดาบสสองหมื่นเป็นบริวารบวชคอยอยู่ ต่อมาเมื่อทราบว่าพระองค์ได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว พร้อมด้วยบริวารจึงได้เข้ามาบวชในพระศาสนานี้ เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา ได้บรรลุพระอรหันต์ ครั้นพระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในสมาคมนั้นในวันมาฆบูชานั้นซึ่งมีจาตุรงคสันนิบาตเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็แสดงว่าดาบสทั้งสองหมื่นที่ออกบวช และเข้ามาได้รับการบวชจากพระองค์อย่างสมบูรณ์ แล้วก็ร่วมอยู่ในสมัยของจาตุรงคสันนิบาต

พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดา ก็ได้กล่าวแล้วว่า ทรงมีพระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า พรหมทัตตะ มารดาพระชนนีชื่อ ธนวดี มีต้นโพธิพฤกษ์ตรัสรู้เรียกว่า ต้นนิโครธ พระองค์ทรงมีพระสรีระสูง ๒๐ ศอก และเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เสตัพพยะอุทยาน ในแคว้นกาสี พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จะไม่กระจายแตกออกไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มนุษย์ทั่วทั้งชมพูทวีปจะช่วยกันสร้างสถูปหินอ่อนสูงหนึ่งโยชน์ประดับภายนอกด้วยแผ่นอิฐที่เป็นทอง แต่ละแผ่นมีค่าเป็นโกฏิ วิจิตรด้วยรัตนะบรรจุพระบรม  สารีริกธาตุไว้

 ในภัทรกัปองค์ที่ ๔ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตรงนี้มีความหมายว่า พระพุทธเจ้าของเราสมัยพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์ เคยไปเกิดในยุคของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า และในสมัยพระพุทธเจ้ากาลก่อนๆ เพื่อการได้ทำอธิการบุญกุศลอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ คล้ายๆ กับที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้รับการถวายบูชาจากพระนิยตโพธิสัตว์นามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ เพื่อเป็นการสืบเนื่องพุทธศาสนาให้สืบต่อไปตามวิถีพุทธวงศ์ ที่จะทรงกระทำการสืบทอดต่อกันไปจนเป็นพุทธประเพณี ดังปรากฏในอดีตวงศ์ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์พุทธวงศ์ เพื่อต้องการให้เห็นร่องรอยเส้นทางความสืบเนื่องในวงศ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะต่อเนื่องไปเช่นนี้ตามกาลสมัยดังปรากฏในพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสมัยปัจจุบัน ที่ทรงบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีเพื่อสืบพุทธวงศ์ นับเนื่องสมัยที่ทรงเป็น           นิยตโพธิสัตว์ครั้งที่เป็นสุเมธดาบส ต่อเนื่องมาถึง ๔ อสงไขย ๑ แสนกัป สังสมสืบเนื่องยาวนานจนมาถึงสิบชาติสุดท้ายของพระพุทธองค์ สมัยเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร สุดท้ายสมบูรณ์ในการที่จะบรรลุพระโพธิญาณ เมื่อทำมหาทานอันยิ่งใหญ่ครบสมบูรณ์

สิ่งที่ปรากฏในพระสูตรที่ร้อยเรียงคำสั่งสอนไว้ดีแล้ว จึงปรากฏหลักฐานให้ได้ศึกษาถึงพุทธประเพณี เมื่อทรงแสดงในปัจจุบัน แล้วไปดูอดีต และไปอนาคตก็จะเห็นเป็นร่องรอยธรรมอันเดียวกัน เช่น ประสูติที่ไหน ก่อนจะประสูติต้องมีการตรวจสอบดูก่อนว่า มีความพร้อมที่จะรองรับบารมีอันจะอุบัติเกิดขึ้นที่จะเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือไม่ สมัยนี้ถูกต้องไหม พระมหาโพธิสัตว์จะประทับอยู่ในชั้นดุสิตเป็นเทวราช ในบางสมัยจะลงมา ท่านก็จะเสด็จลงมาในสมัยพระพุทธเจ้ากาลก่อนๆ โดยเฉพาะปรากฏอยู่ในสมัยของพระพุทธเจ้านามว่า พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีหลายครั้งที่เสด็จมาเป็นพระสงฆ์สาวก มาทำหน้าที่ช่วยถวายงานพระพุทธเจ้า และเป็นการเรียนรู้พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าในองค์ก่อนๆ ด้วย เพื่อเสริมความสมบูรณ์ความเพียบพร้อมในบารมีธรรม และเมื่อสมบูรณ์พร้อมแล้วก็ทรงไปประทับอยู่ในชั้นดุสิต เป็นเทพบุตรอยู่ชั้นนั้นจนกว่าถึงเวลาอันควรเรียกว่า เกิดพุทธโกลาหล ขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวว่า เทวดาฝ่ายโลกบาล ทราบว่าล่วงไปพันปีจะมีพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก จึงเที่ยวไปป่าวประกาศว่าดูก่อนท่านนิรทุกข์ จากนี้ไปล่วงเป็นพันปี พระพุทธเจ้าจะอุบัติเกิดขึ้นในโลกนี้ ตรงนี้เรียกว่า กัปพุทธโกลาหล ในยุคสมัยนั้นพระพุทธเจ้าของเรายังประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และจะเกิดการเคลื่อนไหวตามที่มีกัปโกลาหล ค่อยมีกัปพุทธโกลาหล และก็จะมีกัปจักรวรรดิโกลาหล ก็คือเทวดาจะรู้ความ ก็จะบอกว่าต่อไปอีกร้อยปีข้างหน้า พระเจ้าจักรพรรดิราช จะเกิดขึ้นในโลกนี้ ก็พยากรณ์ เรียกว่าเทวดาเข้าฝันบอกนิมิตทั้งหลาย คนก็จะรอคอยกัน รอคอยพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกพันปี ก็บอกเป็นปรัมปราเล่ากันมา พันปีข้างหน้าพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นอีกร้อยปีข้างหน้าพระจักรพรรดิราชอุบัติเกิดขึ้น

พวกเทพยดาทั้งหลาย เมื่อได้ฟังข่าว พุทธโกลาหลก็จะประชุมกันพร้อมกันในจักรวาลอันเดียวกัน และจะพาไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ที่ชั้นดุสิต ผู้มีบุพนิมิตแห่งการจุติ ๕ ประการ เกิดขึ้นแล้วในภพของชั้นดุสิต คือ ผ้าทรงจะเศร้าหมอง ทิพยมาลาจะเหี่ยวแห้ง พระเสโท (เหงื่อ) ไหลออกจากพระกัจจะ (รักแร้) พระฉวีวรรณเศร้าหมอง และทรงเบื่อหน่ายในทิพอาสน์ ท่านเหล่านั้นจะช่วยกันอ้อนวอนว่า “ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บารมี ๑๐ ที่ท่านบำเพ็ญแล้วเพื่อปรารถนาพระสัพพัญญุตาญาณเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ข้าแต่ท่านมหาวีระบัดนี้เป็นเวลาอันสมควรกับท่านแล้ว เพื่อจะยังโลกและเทวโลกให้ข้ามโอฆะ ขอท่านจงตรัสรู้อมตบทเถิด (อมตบทคือพระนิพพาน)”

พระโพธิสัตว์ไม่ได้ประทานปฏิญญา คือ กล่าวคำรับรองต่อเทวดาเหล่านั้น แต่ต้องพิจารณามหาวิโลกนะ ๕ (ปัญจมหาวิโลกนะ) ตามที่กล่าวคือ กาลเหมาะไหม ทวีปเหมาะไหม ประเทศเหมาะไหม ตระกูล ครอบครัว และพระชนมายุของพระมารดา มารดาเป็นใคร พระชนมายุเหมาะสมไหม จะไม่มาเกิดในตระกูลที่มารดาอายุแก่เกินไป ถันเหี่ยวก็ไม่ได้ เด็กเกินไปก็ไม่ได้ ต้องพอเหมาะๆ (การตรวจเรื่องถันเป็นบารมีของผู้หญิง ความพอเหมาะของการที่จะเป็นแม่ของพระโพธิสัตว์ ต้องตรวจหมด สรีระของมารดาต้องอุดมสมบูรณ์ด้วยโภคะอันควรแก่การอบรมเลี้ยงดูบุตรผู้มีบุญ อายุอานามต้องพอเหมาะ น้ำนมต้องดี เพราะเลี้ยงด้วยน้ำนมจากเต้า การเลี้ยงด้วยน้ำนมแม่เป็นธาตุธรรม เป็นธาตุของจิตวิญญาณ ที่ทำให้มีการสืบเนื่องของสัตว์ที่ประเสริฐ เราไปดื่มนมวัวนมควายนมสัตว์ทั้งหลายจึงเป็นคนละเรื่อง มนุษย์จึงผิดเพี้ยนไปจากคำว่า ความรู้สึกที่เป็นสัตว์ประเสริฐ น้ำนมที่เป็นสายธารทางจิตวิญญาณ ชื่อบาลีว่า ขีรสะ คือ น้ำนมจากเต้า) กาลสมัยถูกต้องไหม ทวีปเป็นอย่างไร ประเทศเป็นอย่างไร ตระกูลเป็นอย่างไร พระชนนีเป็นอย่างไร มีอายุสภาพเป็นอย่างไร เรียกว่า ปัญจมหาวิโลกนะ ที่พระโพธิสัตว์ต้องตรวจสอบ หากพร้อมแล้วจึงรับโดยดุษฎี ที่จะเคลื่อนจากเทพบุตรสู่การปฏิสนธิในฐานะของมนุษย์ ตระกูลที่เลือกก็สมบูรณ์เป็นวรรณะของกษัตริย์ ดังที่เราเรียนรู้กันมาว่า  พระนางมายาเทวี พระเจ้าสุทโธทนะ ตระกูลวรรณะกษัตริย์ ชื่อโคตรคือ โคตมะโคตรศากยะวงศ์ในแคว้นสักกะ พระนครกบิลพัสดุ์ พระองค์มีนามว่า อังคีระสะ ชาวบ้านชาวเมืองถวายพระนามว่า สิทธถัตถะ เปล่งวาจาเหนือปฐพีที่ประสูติว่า

อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ
อะยะมันติมา ชาติ นัตถิ ทานิ ปุนัพภโวติ
แปลว่า
เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย การเกิดอีกมิได้มีอีกแล้ว

พร้อมสหชาติเกิดพร้อมพระองค์ท่านอีก ๗ อย่างคือ มีนายฉันทะ พระอานนท์ กาฬุทายีอำมาตย์ พญาม้ากัณฐกะ ต้นมหาโพธิพฤกษ์ มารดาของพระราหุลคือ พระนางพิมพายโสธรา และขุมทรัพย์ทั้งสี่ ทรงได้รับการพยากรณ์จากพราหมณ์บัณฑิตทั้งหลาย จนที่สุดก็เข้าสู่เส้นทางธรรมอันยิ่งใหญ่ ออกมหาอภิเนษกรมณ์บรรพชาด้วยม้าเพียงพระองค์เดียว พระพุทธเจ้าของเราไม่มีบริวารตาม บำเพ็ญเพียรอย่างทุกข์มากๆ  เหมือนชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง แล้วก็ถูกทอดทิ้งให้กระทำความเพียรต่อเนื่องอีก ๖ ปี (พระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๗ วัน) ด้วยบุพกรรมเก่าที่ต้องใช้ชำระที่พระองค์ทรงเคยล่วงเกินไว้ และประกาศความชนะมารเหนือหญ้ากุสะ ที่อธิษฐานเป็นรัตนบัลลังก์ใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ ผินหน้าไปทิศบูรพา หันพระปฤษฎางค์ไปสู่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ กระทำความเพียรอันยิ่งใหญ่ ประกาศความชนะมารตรงนั้น ปัจจุบันคือต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นตำแหน่งเดียวกับพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ และเปล่งวาจากระทำสัตยาธิษฐานอันเดียวกันว่า...

แม้เลือดเนื้อในกายจะเหือดแห้งเหลือแต่หนังเอ็นกระดูก
หากไม่บรรลุโพธิญาณ ไม่เข้าถึงซึ่งความสิ้นทุกข์ จะไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์ ดังกล่าวนี้

และที่สุดบรรลุโพธิญาณก่อนรุ่งอรุณ พุทธอุทานอันเดียวกันสมบูรณ์ทุกประการด้วยพระบาลีที่กล่าวเป็นปฐมเบื้องต้นว่า...

อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา

และเมื่อครบสัตตมหาสถาน ๗ แห่ง ที่เสวยวิมุตติสุข ๔๙ วัน ๗ สัปดาห์ ตามที่กล่าวไว้ไปแล้ว จึงเสด็จสู่ป่าอิสิปตนมฤคมายวันโดยพระบาทและประกาศธรรมครั้งแรกที่นั่น ปฐมเทศนา เพื่อโปรดสาวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ยังให้เทวดาทั้งหลายดวงตาเห็นธรรมกันมากมาย หลังจากนั้นก็สืบเนื่องพระพุทธศาสนายาวนานต่อมาอีก ๔๕ พรรษา และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่กุสินารา อธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์นั้นแตกกระจายเป็นสามขนาด มีชิ้นที่ไม่แตกไม่หักมีอยู่ไม่กี่ชิ้น เช่น พระเขี้ยวแก้ว พระรากขวัญ นอกนั้นแตกกระจัดกระจายเป็น ๓ ขนาด เมล็ดพันธุ์ผักกาด เมล็ดข้าวสารหัก เมล็ดถั่วหัก เป็นทั้งหมด ๑๖ ทะนาน เพื่อเป็นเครื่องหมายของคำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ที่ประกาศพระพุทธศาสนาสืบเนื่องมาถึง ณ บัดนี้ ประดิษฐานทุกเขตแดนที่เป็นดินแดนรองรับพระพุทธศาสนา เพราะในกาลสมัยพระองค์นั้นมีพระชนมายุเพียง ๘๐ พรรษา แต่พระศาสนายังคงสืบเนื่องต่อไปเบื้องหน้าตามพระประสงค์ พระธรรมวินัย นั้นยังคงดำรงอยู่สืบเนื่องต่อไปในหมู่ชนที่มีศรัทธาและประพฤติตนปฏิบัติถูกต้องตรงตามธรรม อันสร้างวาสนาบารมีสืบเนื่องมาจากในอดีตที่สามารถที่จะเข้าสู่กระแสธรรมนี้ได้ สำคัญจะต้องมีผู้มารักษาแทนพระองค์สืบเนื่องสืบต่อไปที่เป็นพระโพธิสัตว์โดยเฉพาะพระศรีอริยเมตไตรย์ จะต้องทำหน้าที่เหล่านั้น พร้อมทั้งบริวารญาติมิตรทั้งหลายของท่าน เพื่อบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ในสุดท้ายก่อนที่จะถึงสมัยของพระองค์ สู่ความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป

 ในภัทรกัปองค์ที่ ๕ พระศรีอริยเมตไตรยะสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลังจากสิ้นสุดพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเราแล้วว่างเว้นอีกแสนสองหมื่นปี สัตว์ทั้งหลายมีอายุ พอเหมาะที่แปดหมื่นปี กาลสมัยดังกล่าวสมบูรณ์ ทวีปสมบูรณ์ เมื่อตระกูลสมบูรณ์ มารดาสมบูรณ์ ทวยเทพเทวดามหาพรหมก็เข้ากราบทูลขอเทพบุตรโพธิสัตว์จุติจากดุสิต เพื่อปฏิสนธิในโลกมนุษย์ในตระกูลของพราหมณ์ ณ เมืองเกตุมดี คือ แคว้นกาสีปัจจุบัน สถานที่ประสูติคือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และจะประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์สืบเนื่องต่อไปอีกยาวนาน เพราะสมัยของพระองค์นั้นมีอายุขัยแปดหมื่นปี มากที่สุด วาระธรรมดังกล่าวเป็นวาระธรรมของสายที่มีความเพียรอันยิ่ง วิริยะธิกะซึ่งบำเพ็ญเพียร ๑๖ อสงไขย ๑ แสนกัป (ใครเดินถึง ๑๖ อสงไขยได้สุดยอด กว่าจะถึงได้ สงสัยจะเหลือสักกี่ราย ยากแท้) พระองค์สถิตอยู่ในเพศฆราวาสแปดพันปี มีกุมารนามว่า พรหมวัฒนะ เมื่อออกอภิเนษกรมณ์ก็ไปด้วยปราสาทที่เลื่อนลอยจากคงคาไปประดิษฐานใกล้ไม้นาคมหาโพธิ์ คือ ไม้กากะทิง ริมฝั่งแม่น้ำที่ตำแหน่งเดียวกันกับในปัจจุบันที่แม่น้ำเนรัญชรา และเข้าถึงธรรมอันยิ่งเมื่อทรงประทับเหนือรัตนบัลลังก์สูง ๑๕ ศอก ที่อธิษฐานจากหญ้ากุสะที่รับไปจากโสตถิยะมานพ (ชื่อเหมือนกับโสตถิยะพราหมณ์ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา) สำเร็จสัพพัญญุตาญาณในเวลารุ่งอรุณ ทรงเปล่งปฐมพุทธอุทานอันเดียวกัน ตามที่ทรงได้บำเพ็ญบารมีมา และที่สุดก็จะเสด็จไปประกาศ พระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก (ปฐมเทศนา)    ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ยังให้สัตว์ทั้งหลายได้เข้าถึงธรรมอันยิ่งสมบูรณ์พร้อม ประมาณสามแสนโกฏิที่ได้รับรสธรรมาภิสมัย มรรค ผล  ธรรม และต่อมาเข้าพระนิพพานในกาลครั้งนั้น เบื้องต้นสามแสนโกฏิที่ได้รับอานิสงส์สู่ความเป็นพระอริยบุคคล เป็นความสมบูรณ์พร้อมที่ร่วมสมัยกับการมีพระมหาจักรพรรดิอุบัติเกิดขึ้นในโลกเช่นเดียวกันนามว่า พระสังขราชาธิราช ที่จะถวายพระมหาปราสาทอันประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นอารามสงฆ์ (ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา พระเจ้าพิมพิสารถวายเวฬุวันวโนทยาน ในสมัยของพระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้า มหาจักรพรรดิเป็นผู้ถวาย และถวายปราสาทที่ประดับด้วยรัตนะทั้ง ๗ เป็นอารามสงฆ์แห่งแรก) มีสมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย์เป็นประธาน และต่อมาทรงถวายตัวบรรพชาอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาในสำนักของพระพุทธองค์ พร้อมอำมาตย์เสนาน้อยใหญ่ทั้งหมด มเหสีออกบวชหมด นับได้เก้าหมื่นโกฏิ (พระเจ้าพิมพิสารยังไม่ยอมบวช ถวายตนเรียบร้อย แต่ให้ภรรยาบวช พระนางเขมาเถรีเป็นภรรยาพระเจ้าพิมพิสาร ท่านเป็นพระโสดาบันแต่ไม่ได้ออกบวช) แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย์ พระเจ้าสังขราชาธิราช มเหสีเหล่าบริวารญาติมิตรอำมาตย์เก้าหมื่นโกฏิออกบวช และกล่าวแสดงอะไรไว้น่าสนใจอีกหลายประการที่เป็นพุทธพยากรณ์

สิ่งหนึ่งที่อาตมาอยากจะยกขึ้นกล่าวปิดท้าย ณ บัดนี้ เพื่อเป็นอนุสติธรรมให้ศรัทธาทั้งหลายได้พิจารณาฟังพระธรรมเทศนาไปถึงเบื้องหน้า อันเกิดจากพุทธพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าของเราว่า เบื้องหน้านั้น พระศรีอริยเมตไตรยะสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงให้โอวาทเสมอว่า...

...ดูก่อน ท่านผู้เป็นสัตบุรุษในพระพุทธศาสนา ท่านจงอุตสาหะเล่าเรียนพระกรรมฐานในสำนักตถาคต เห็นปานนี้แล้ว เหตุไฉนจึงไม่ละจากกามราคะ พยาบาท วิหิงสา ธรรมอันชั่วช้าลามก ที่จะพาตนไปสู่อุบาย เสียประโยชน์จากมรรค ผล นิพพาน จะวนเวียนท่องเที่ยวล่องลอยไปตามกระแสโอฆะสงสาร เสวยทุกข์โทมนัสสิ้นกาลช้านานเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ ไม่ได้พบพระศาสนา ไม่ได้ฟังวาจาพระพุทธองค์

ถ้าท่านทั้งหลายละอกุศลวิตกเสียมิได้ ก็จะเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในกำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ จะเวียนโศกเวียนเศร้าเวียนร้องไห้ร่ำไรอยู่มิสิ้นสุด เปรียบประดุจเรือลอยอยู่ในกระแสน้ำ ลอยไปลอยมา ลอยขึ้นลอยลง อยู่ไม่รู้จะกี่เที่ยว พ้นวิสัยที่จะนับครั้งนับหนได้

...ดูก่อน สัตบุรุษ ห้วงมหาสมุทรคือวัฏฏสงสารนี้ มีน้ำคือ สุขทุกข์ ปริเทวะทุกข์ ทุกขทุกข์ โทมนัสทุกข์ และอุปายาสทุกข์ มีคลื่นใหญ่ๆ คือ ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ คอยอุดหนุนซ้ำเติมล้างผลาญสังหารชีวิตอยู่มิได้ขาด คอยติดตามเบียดเบียนสัตว์อยู่สิ้นกาลนานทุกเมื่อ สงสารสาครนี้ประกอบด้วยปลาร้าย ผีเสื้อร้ายคือ กิเลส สัญจรตามกันอยู่คลาคลำ กล่าวคือ มัจฉริยะ มานะ โลภะ โทสะ โมหะ อันปกคลุมหุ้มห่อจิตสันดาน สงสารสาครนี้กว้างใหญ่ไพศาล อันตรายก็มีมากกว่ามาก ท่านจงกระทำความเพียร ละอกุศลวิตกเสียเถิด แล้วจงบำเพ็ญเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรมภาวนา อันได้แก่  สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ธรรม ๘ ประการ เอาภาวนาธรรมทั้ง  ๓๗ ประการนี้ เป็นสำเภาหลวง นำพาตนให้ข้ามพ้นจากสงสารสาครนี้ให้จงได้

อีกประการหนึ่ง เบญจกามคุณทั้ง ๕ นี้เปรียบปานประดุจไม้พิษ
อวิชชา คือ โมหะความไม่รู้นั้น เป็นรากแห่งไม้พิษ
มียอด คือ ชรา มรณะ
มีกิ่ง คือ ตัณหา
มีดอก คือ เบญจกามคุณทั้ง ๕
มีผล คือ กองทุกข์

ผู้ใดหลงอยู่ในไม้พิษนี้ ผู้นั้นจะต้องทุกข์ต้องภัยต้องพิบัติด้วยภัยอันตรายต่างๆ จะทำให้ผู้นั้นเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร เวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดอยู่ในวัฏฏสงสารนี่ สิ้นกาลช้านาน ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายมิได้ปรากฏ ท่านจงเอาพระกรรมฐานเป็นพร้า ตัดกิ่งตัดต้นแห่งไม้พิษเสียให้หมด รากน้อยรากใหญ่ที่หยั่งลงไปในที่อันลึกนั้น ขุดรื้อถอนให้สิ้นให้สูญ อย่าให้กลับฟื้นงอกคืนขึ้นมาอีกได้ ท่านจงสุมตอต้นไม้พิษนั้นเสียด้วยไฟคือ พระอริยมรรคญาณ ท่านจงอุตสาหะข่มจิต เกี่ยวจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในพระกรรมฐาน กระทำการให้เหมือนด้วยควาญช้าง เกี่ยวช้างไว้ด้วยขอ ทรมานช้างร้ายคือ จิตให้อยู่ในอำนาจแห่งตนให้จงได้

สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยะสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ถ้าจะเสด็จพุทธดำเนินไปในสถานที่ใด ปทุมชาติดอกใหญ่ก็จะผุดขึ้นรองรับพระบาทที่ย่างไป กาลเมื่อเสด็จประทับใน พระคันธกุฎี ฝูงเทพดา มนุษย์ ครุฑนาค อินทร์ พรหม ยักษ์ อสูร กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ทั้งหลาย ก็ชักชวนกันมากระทำการสักการะบูชาเป็นอเนกอนันต์ ดอกไม้ ธูปเทียนจะตามอยู่เป็นถ่องเป็นเชิงชั้น สว่างรุ่งโรจน์อยู่เป็นนิจ โดยรอบพระคันธกุฎีนั้น หอมระรื่นไปด้วยกลิ่นพวงของหอม พวงดอกไม้มาลัยทั้งปวง ธรรมที่กล่าวไปนั้น เป็นธรรมที่เป็นพุทธโอวาทของพระศรีอริยเมตไตรย์ในอนาคตเบื้องหน้าที่จะกล่าวเช่นนี้ เป็นธรรมอันเดียวกันของพระพุทธเจ้าในทุกๆ กาลสมัย แต่ได้รับการพุทธพยากรณ์ว่าในกาลเบื้องหน้าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป จะกล่าวธรรมะดังกล่าวนี้ นี่คือคือวิถีธรรมที่จะเกิดขึ้นในสมัยของพระพุทธเจ้านามว่า พระศรีอริยเมตไตรย์ ซึ่งจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน อันมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นคือ ต้นไม้กากะทิง ซึ่งเป็นไม้พระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นไม้สหชาติคู่กับพระองค์ท่าน ดอกกากะทิงที่แย้มบานตลอด จะไม่เหี่ยวไม่โรยราเลย ตลอดร่วมแปดหมื่นปี แต่เมื่อครบแปดหมื่นปีดอกไม้เหล่านี้ก็จะหลุดร่วง และจะลอยเนื่องกันไปในมหาเมฆ ตกลงเป็นเชิงตะกอนถวายพระเพลิงพระบรมศพ ด้วยความจงรักภักดี ดุจบุคคลถวายความเคารพด้วยชีวิต และให้สำเร็จกิจเป็นเครื่องบูชาสักการะ เป็นปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ยิ่ง แม้ต้นไม้ไม่จิตวิญญาณยังกระทำการรู้คุณอันควรแก่การอนุโมทนาสาธุการ เพื่อให้เราทั้งหลายได้เห็นธรรมความจริงที่ปรากฏเกิดขึ้นเบื้องหน้าที่สืบเนื่องความเป็นมาของพระพุทธเจ้าในวงศ์ของพุทธะในภัทรกัปนี้ทั้ง ๕ พระองค์ อาตมายกย่นย่อพอเข้าใจ สาธยายให้เห็นความจริงอันเป็นไปว่า ในสายธารสายธรรมของพุทธะนั้น มีการสืบเนื่องต่อเนื่องมาไม่ขาดสาย ดุจแม่น้ำที่เรียงรายไปตามกระแส ดุจเม็ดทรายที่ร้อยเรียงอยู่ในมหาสมุทรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกันมา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะอุบัติเกิดขึ้นเช่นนี้ ไม่ขาดตอนไม่ขาดสาย โลกนี้จะสว่างไสวทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้น ธรรมนี้เป็นธรรมอันเดียวกัน ธรรมนี้เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์

การบูชาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์นั้น จึงควรที่จะมีการบูชากันทุกค่ำคืน เพื่อยังให้เกิดคำว่า ศรัทธา ในพระตถาคตพิสัทธา ผู้ใดปลูกตถาคตโพธิสัทธาเกิดขึ้นสืบสานขึ้นในจิตใจ เข้มแข็งและตั้งมั่นไว้ดีแล้ว ย่อมนำไปสู่ความมีปัญญา คือ รู้เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอน พรั่งพร้อมด้วยความเพียรอันชอบ สติอันตั้งมั่นแน่วแน่ และจิตอันตั้งมั่น ผู้ใดทำกระทำความเพียรชอบอย่างนี้ได้ พลังธรรมก็ย่อมเกิดขึ้น ผู้มีพลังธรรมทั้ง ๕ เกิดขึ้น ก็ย่อมนำไปสู่การที่จะประพฤติปฏิบัติให้ถึงความรู้ชอบโดยธรรมได้บนเส้นทางธรรมที่เรียกว่า อริยมรรค อันมีองค์ธรรม ๘ ประการ

จึงยกธรรมขึ้นบูชาในกาลสมัยนี้ นับเนื่องจากออกพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ เพื่อผูกจิตวิญญาณท่านทั้งหลายว่า แม้สืบเนื่องจากนี้ไป สิ่งที่ควรกระทำ คือ การบูชาธรรม สิ่งที่ควรกระทำการปฏิบัติธรรม และสิ่งที่ควรได้รับผลคือ การรู้ธรรม เพราะการบูชาธรรม การปฏิบัติธรรม การรู้ธรรม นั้นให้ผลอันเป็นอมตะคือ ความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง จึงขอธรรมทั้งหลายนั้นประดิษฐานอยู่ในจิตใจท่านทั้งหลายที่ตั้งมั่นบูชาธรรม และมุ่งปรารถนาเพื่อพระนิพพานไปตลอดกาล และให้ผลสัมฤทธิ์สำเร็จตามที่ปรารถนาในทางสัมมาทิฏฐิ ทุกๆ ท่านเทอญ....