พุทธรัตนะ

 คำบรรยายภาพ 'ทศชาติชาดก'

ชาติที่ ๑ — พระเตมีย์ (เต) : "พระเตมีย์" เป็นโอรสของ พระเจ้ากาสิกราช กับ พระนางจันเทวี แห่งกรุงพาราณสี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระราชบิดาทรงพาไปในการออกว่าราชการด้วยเสมอ ครั้งหนึ่งทรงเห็นพระบิดาตัดสินลงโทษโจรร้ายให้รับการทารุณกรรมก็ไม่สบายพระทัย เกรงว่าเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ จะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน จึงได้แกล้งทำพระองค์ให้เสมือนคนใบ้ หูหนวก และเป็นง่อย ไม่ขยับพระวรกายเลยเป็นเวลา ๑๐ ปี จนบรรดาขุนนางอำมาตย์ต่างเห็นว่าพระองค์เป็นกาลกิณีจะนำความหายนะมาสู่บ้านเมือง พระราชาจึงมีรับสั่งให้นำพระเตมีย์ไปฝัง เมื่อสุดจะทัดทานได้ พระราชมารดาทูลขอให้พระเตมีย์ได้ครองบัลลังก์ ๗ ปีก่อน แต่พระราชาทรงยอมให้เพียง ๗ วัน พระราชมารดาจึงรับสั่งให้แต่งองค์พระเตมีย์ด้วยเครื่องทรงกษัตริย์จนครบ ๗ วัน พระราชาจึงรับสั่งให้ สุนันทสารถี นำไปฝังที่ป่าช้าทางทิศตะวันตก แต่สารถีกลับนำพระเตมีย์มายังป่าฝั่งตะวันออก โดยใช้ราชรถมงคลแทนที่จะเป็นราชรถสำหรับพิธีศพ ขณะที่สุนันทะกำลังขุดหลุม พระเตมีย์ทรงทดลองลุกลงจากราชรถ แล้วยกราชรถขึ้นแกว่งไปมาด้วยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว และยังทรงมีพระดำรัสกับสุนันทสารถี เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง สุนันทะจึงได้ทูลเชิญพระเตมีย์กลับพระนคร แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ จึงนำความเข้ากราบบังคมทูลพระราชาและพระราชินีถึงเรื่องราวทั้งหมด พระราชาจึงมีรับสั่งให้แต่งราชรถเป็นกรบวนใหญ่ออกไปรับ แต่พระเตมีย์ยืนยันจะขอบวชในป่า ทำให้ทั้งพระราชาและพสกนิกรจำนวนมากพากันออกบวชตามพระเตมีย์ แม้ข้าศึกที่ยกทัพจะมาหวังยึดกรุงพาราณสี เมื่อได้ฟังคำสอนของพระเตมีย์ก็ละทิ้งศาสตราวุธสิ้นแล้วพากันถือศีลออกบวชตามพระเตมีย์ไปตามๆกัน

ชาติที่ ๒ — พระมหาชนก (ช) : หลังจากที่ พระอริฏฐชนก ได้ทำศึกกับ พระโปลชนกซึ่งเป็นพระอนุชา จนพระองค์เองสิ้นพระชนม์ และพระนางเทวี พระมเหสีซึ่งกำลังทรงพระครรภ์ ต้องปลอมเป็นสามัญชนหนีออกนอกเมืองมิถิลา

ขณะนั้น พระอินทร์ส่องทิพยเนตรเห็นว่า พระกุมารในพระครรภ์คือพระโพธิสัตว์จึงเนรมิตรองค์เป็นผู้เฒ่าขับเกวียนผ่านมา อาสาพาพระนางเทวีไปยังเมืองกัลจำปาได้พำนักที่บ้านของอาจารย์ผู้หนึ่ง ต่อมาพระนางทรงให้กำเนิดราชบุตรมีผิวพรรณหมดจด ทรงตั้งชื่อว่า "พระมหาชนก" กุมารน้อยได้ศึกษาศิลปวิทยาทุกแขนงรวมทั้งศิลปการต่อสู้ เพื่อพระมหาชนกมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา ได้กราบทูลขออนุญาตพระมารดากลับไปยังมิถิลานคร

หลังออกเดินทางได้ ๗ วัน เกิดมรสุมใหญ่กลางทะเลทำให้เรือล่ม ทุกคนเสียชีวิต ยกเว้นพระมหาชนก หลังจากลอยคออยู่ ๗ วัน ๗ คืน นางเมขลา เทพธิดาแห่งมหาสมุทรได้เห็นถึงความอุตสาหะและอดทน จึงได้ช่วยขึ้นจากทะเล นำไปส่งถึงอุทยานของพระโปลชนก ซึ่งเวลานั้นเสด็จสวรรคตแล้ว และกำลังมีงานพิธีเลือกคู่ของพระสิวลี พระธิดา หลังจากใช้ทุกวิธีการแล้วไม่ได้ผลจึงใช้วิธีเสี่ยงทาย ขณะนั้นพระมหาชนกประทับนอนอยู่ที่ศาลาหน้าเมือง ราชรถเสี่ยงทายวิ่งมาวนอยู่รอบพระองค์ ๓ รอบ แล้วมาหยุดอยู่ที่ปลายพระบาทของพระองค์ ปุโรหิตจึงกราบทูลเชิญพระมหาชนกเข้าวัง หลังจากทรงไขปริศนาต่างๆ ได้ทั้งหมด และสามารถโก่งคันศรได้สำเร็จ ซึ่งปกติต้องใช้คนถึง ๑,๐๐๐ คน พระมหาชนกจึงได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางสิวลี แล้วขึ้นครองเมืองมิถิลา ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้า สุดท้ายพระมหาชนกได้เสด็จออกบรรพชา พระราชินีก็เสด็จออกบวชเช่นกัน เมื่อสิ้นพระชนม์ได้จุติบนสรวงสวรรค์ทั้งสองพระองค์

ชาติที่ ๓ — สุวรรณสาม (สุ) : นานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี มีเด็กชายชื่อ ทุรกะ และเด็กหญิงชื่อ ปาริกา เป็นลูกของพรานป่า ๒ ครอบครัว เมื่อเจริญวัยหนุ่มสาวทั้งสองแต่งงานกันตามที่ได้สัญญากันไว้ แต่สองหนุ่มสาวเป็นคนใจบุญสุนทานไม่ฆ่าสัตว์ จึงตกลงอยู่กินกันฉันเพื่อน และได้อำลาบิดามารดาเพื่อเดินทางเข้าป่าหาที่สงบบำเพ็ญพรตต่อไปแม้จะต้องลำบากกาย ร้อนถึงพระอินทร์ จึงได้รับสั่งให้พระวิศนุกรรมเนรมิตศาลาขึ้นหลังหนึ่งเพื่อให้ทั้งสองพักอาศัย ต่อมาพระอินทร์ทรงทราบด้วยญาณว่า นักพรตทั้งสองจะต้องสูญเสียดวงตาเพราะผลจากกรรมเก่าที่เคยทำไว้ จึงเสด็จลงมาแจ้งข่าวร้ายนี้ และเพื่อบรรเทาความทุกข์ยาก พระอินทร์แนะนำให้ทุรกะใช้มือลูบท้องภรรยา ๓ ครั้ง ปรากฎว่าปาริกาตั้งครรภ์อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อครบกำหนดปาริกา ดาบสสินีคลอดบุตรเป็นชาย ผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำจึงตั้งชื่อว่า "สุวรรณสาม"

วันหนึ่งทุรกะดาบสและปาริกาดาบสสินีเข้าป่าหาอาหาร ถูกงูเห่าพ่นพิษใส่ตาจนตาบอดสนิท ตั้งแต่นั้นมาสุวรรณสามได้ปรนนิบัติบิดามารดาอย่างดียิ่ง ต่อมา พระเจ้ากบิลยักษ์ ผู้ครองเมืองพาราณสีออกล่าสัตว์กับบริวาร เห็นสุวรรณสามซึ่งมีผิวพรรณดีออกมาตักน้ำ ห้อมล้อมด้วยสัตว์น้อยใหญ่ จึงคิดจะยิงธนูเพียงเพื่อให้หยุดเท่านั้น แต่ลูกธนูพลาดไปปักทรวงอกจนบาดเจ็บสาหัส แต่สุวรรณสามก็ไม่ถือโกรธพระเจ้ากบิลยักษ์แต่อย่างใด ถือว่าเป็นกรรมของตนเอง เป็นห่วงแต่บิดามารดาที่ตาบอดจะไม่มีใครดูแล พระราชาจึงทรงถามถึงที่พัก เมื่อสุวรรณสามกราบทูลเสร็จก็สิ้นใจ พระราชาทรงเสียพระทัยยิ่งนัก จึงรับเสด็จไปแจ้งข่าวแก่บิดามารดาของสุวรรณสาม แล้วทรงนำทั้งสองไปยังริมลำธารที่สุวรรณสามนอนสิ้นใจอยู่ สองนักพรตชวนกันตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน ขอให้ช่วยชุบชีวิตลูกชายให้ สิ้นคำอธิษฐานสุวรรณสามก็ฟื้นเป็นปกติยังความปิติยินดีแก่ทุกๆ คน เมื่อพระเจ้ากบิลยักษ์เสด็จกลับพระราชวัง ก็ตั้งมั่นบำเพ็ญบุญกุศล ให้ทาน และเลิกฆ่าสัตว์ตลอดไป

ชาติที่ ๔ — พระเนมิราช (เน) : ในอดีตกาล ณ เมืองมิถิลา มีประเพณีว่าเมื่อไรที่กษัตริย์เริ่มพระเกศาหงอกจะต้องโอนราชสมบัติให้กับโอรสเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ ส่วนพระราชาต้องเสด็จออกนอกพระราชวังเพื่อบำเพ็ญพรต แต่พระราชายังไม่มีพระโอรส ขณะนั้นเทพบุตรองค์หนึ่งกำลังจะสิ้นอายุขัยบนสวรรค์จึงเสด็จมาจุติในครรภ์ของพระมเหสี ปรากฏว่ามีพระประสูติกาลเป็นเพศชาย พระราชาพระราชทานนามว่า "เนมิราช" เมื่อถึงเวลาพระเนมิราชได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ พระราชาก็เสด็จออกบวชตามประเพณี

พระราชาเนมิราชทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรม ราษฎรเป็นสุข ทรงโปรดให้ตั้งโรงทาน ๔ ทิศของเมืองและใจกลางเมือง ฝ่ายเทวดาทั้งหลายกราบทูลพระอินทร์ขอให้ได้มีโอกาสชมพระบารมีของพระเนมิราชอย่างใกล้ชิด พระอินทร์จึงมีรับสั่งให้ มาตุลีเทพบุตร ลงไปอัญเชิญพระเนมิราชขึ้นมาบนสวรรค์ ระหว่างทางมาตุลีเทพบุตรทูลเชิญพระเนมิราชเสด็จนรกภูมิก่อนจะไปยังสวรรค์ ในเมืองนรกเต็มไปด้วยวิญญาณ ภูติผีเปรต ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจากการถูกทรมานแสนสาหัสตามบาปที่ตนกระทำ เมื่อได้ชมเมืองนรกเสร็จแล้วพระมาตุลีจึงพาพระเนมิราชสู่แดนสวรรค์ซึ่งมีปราสาทราชมณเฑียรอันงดงาม เทพบุตร เทพธิดา ต่างมีความสุขสดชื่น พระอินทร์ได้อัญเชิญพระเนมิราชเสวยสุขบนสวรรค์ต่อไป แต่พระเนมิราชตรัสว่า พระองค์ได้ทรงอธิษฐานแน่วแน่ที่จะนำประสบการณ์ครั้งนี้ไปสอนพสกนิกรให้ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อไม่ต้องตกนรกรับทุกข์ทรมานดังที่พระองค์เพิ่งประสบมา

ชาติที่ ๕ — มโหสถบัณฑิต (ม) : คืนหนึ่งนานมาแล้ว พระเจ้าวิเทหะ แห่งมิถิลานครทรงพระสุบิน ราชบัณฑิตประจำสำนัก ๔ คน ถวายคำทำนายว่าจะมีบัณฑิตเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งปราดเปรื่องกว่าพวกตน ขณะนั้นภรรยาเศรษฐีผู้หนึ่งให้กำเนิดกุมารน้อยซึ่งถือแท่งยาวิเศษออกมาจากครรภ์มารดาด้วยแท่งหนึ่ง แท่งยานี้สามารถรักษาอาการปวดศีรษะเรื้อรังของบิดาได้ ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างมาขอยาวิเศษไปรักษาโรคจนหายกันทั่วหน้า จึงได้ชื่อว่า "มโหสถ"

เศรษฐีผู้บิดาได้เสาะหาเด็กที่เกิดวันเดียวกับลูกชายของตนได้ ๑,๐๐๐ คน ซึ่งเศรษฐีรับอุปการะทั้งหมด เมื่ออายุได้ ๗ ปี มโหสถขอให้เพื่อนๆ นำเงินมารวมกันเพื่อสร้างศาลาบังแดดฝน และใช้เป็นที่พิจารณาคดีต่างๆ โดยมโหสถกุมารซึ่งมีอายุเพียง ๗ ปี เป็นผู้พิจารณา แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ขณะเดียวกันนั้นพระราชาทรงนึกถึงพระสุบินขึ้นมาจึงมีรับสั่งให้ราชบัณฑิตทั้ง ๔ ไปสืบ ได้ความว่าน่าจะเป็นมโหสถ แต่เมื่อพระราชามีพระราชดำริจะให้แต่งขบวนไปรับเข้าวัง ราชบัณฑิตทั้งสี่กลับทูลทัดทานโดยขอให้รอดูไปก่อน ฝ่ายมโหสถก็แสดงความปราดเปรื่องในการตัดสินคดีความได้อย่างยุติธรรมทุกคดี ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของเหล่าราชบัณฑิต จนพระราชาทรงตั้งปัญหาต่างๆ ขึ้นด้วยพระองค์เอง ซึ่งมโหสถก็ตอบถูกทุกครั้ง ในที่สุดพระราชาทรงรับมโหสถเป็นราชบุตรบุญธรรม มีตำแหน่งจอมปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนัก

เมื่อมโหสถอายุครบ ๑๖ ปี พระเจ้าวิเทหะ และ พระนางอุทุมพร พระมเหสี มีพระราชดำริจะหาคู่ครองให้มโหสถ แต่มโหสถทูลขออนุญาตหาเอง โดยปลอมตัวเป็นนายช่างออกเดินทางไปจนพบบ้านผู้มีตระกูลตกยาก มีธิดาชื่อ อมร เป็นที่ต้องตาต้องใจของมโหสถ ได้ทดสอบสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของนาง จนเห็นว่าจะอยู่ครองคู่กันได้ จึงกราบทูลความต่อพระราชาและพระราชินี ซึ่งโปรดให้จัดงานวิวาห์ให้อย่างสมเกียรติ เป็นที่อิจฉาของราชบัณฑิตทั้ง ๔ คน ต่อมาจึงได้สร้างเรื่องแก่มโหสถและภรรยาตลอดเวลา สุดท้ายความจริงปรากฏว่าผู้กระทำความผิดทั้งหมดคือ ราชบัณฑิตทั้งสี่นั่นเอง พระราชาทรงกริ้วมาก มีรับสั่งให้โบยคนละ ๑๐๐ ที แล้วนำตัวไปประหาร แต่มโหสถได้กราบทูลขออภัยโทษให้ ราชบัณฑิตทั้งสี่จึงเลิกอิจฉาริษยา และได้อยู่รับใช้พระราชาต่อไป

ชาติที่ ๖ — พระภูริทัตต์ (ภู) : ครั้งหนึ่งที่เมืองพาราณสี พระโอรสของพระราชา พรหมทัต จำเป็นต้องเสด็จไปอยู่ป่า ณ ริมแม่น้ำ "ยมุนา" ได้พบกับนางนาคตนหนึ่งชื่อ มาณวิภา ซึ่งแปลงร่างเป็นหญิงสาวสวย จึงได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา และให้กำเนิดพระโอรสชื่อ สาครพรหมทัต และพระธิดาชื่อ สมุทรชา เมื่อพระพรหมทัตสวรรคต เหล่าอำมาตย์ได้จัดขบวนไปรับพระราชบุตรพร้อมทั้งโอรสธิดากลับกรุงพาราณสี ส่วนนางมาณวิภากลับสู่เมืองบาดาลตามเดิม

ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทำให้ ท้าวธตรัฐ ผู้เป็นใหญ่แห่งนาค ตรัสสั่งฝูงนาคให้ขึ้นไปแสดงอิทธิฤทธิ์ในเมืองพาราณสี จนพระราชาต้องยกนางสมุทรชาให้เป็นชายาท้าวธตรัฐ ซึ่งรับสั่งให้บริวารนาคแปลงร่างเป็นมนุษย์ทั้งหมด นางสมุทรชาอยู่นาคพิภพด้วยความสุขสบาย จนมีโอรส ๔ องค์ ชื่อว่า สุทัศนะ ทัตตะ สุโภคะ และ อริฏฐะ ทัตตะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุด เข้าเฝ้าพระบิดาพระมารดาเป็นประจำ ได้ช่วยพระบิดาแก้ไขปัญหาต่างๆ จนได้รับขนานนามว่า "ภูริทัตต์" แปลว่า "ทัตตะผู้เรืองปัญญา"

ต่อมา ภูริทัตต์ขึ้นไปรักษาศีลอยู่บนจอมปลวก ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า "แม้ผู้ใดต้องการเอ็น หนัง กระดูก เลือด เนื้อ ของตน ก็จะบริจาคให้ ขอเพียงได้รักษาศีลให้บริสุทธิ์เท่านั้น" ครั้งนั้นมีพรานใจบาปคนหนึ่งชื่อ เนสาท กับลูกชาย มาพบภูริทัตต์เข้า ภูริทัตต์แนะให้สองพ่อลูกไปอยู่เมืองนาคแล้วจะมีความสุข แต่อยู่ได้ไม่นานก็ขอกลับมาเมืองมนุษย์ตามเดิม ขณะนั้นมีพราหมณ์ผู้หนึ่งไปอยู่ปรนนิบัติฤาษีจนฤาษีพอใจ จึงสอนมนต์ชื่อ อาลัมพายน์ ซึ่งมีครุฑตนหนึ่งมาสอนให้ เป็นมนต์สำหรับใช้จับนาค พราหมณ์เดินไปท่องมนต์ไป นาคที่มาเล่นน้ำตกใจนึกว่ามีครุฑมา จึงพากันหนีลงน้ำ ลืมดวงแก้วสารพัดนึกไว้บนฝั่ง พราหมณ์จึงได้ดวงแก้วไว้ ฝ่ายเนสาทเดินผ่านมาเห็นพอดีก็อยากได้ จึงขอแลกลูกแก้วกับการยอมบอกที่อยู่ของภูริทัตต์ให้ เมื่อพราหมณ์ไปถึง ภูริทัตต์รู้ทันทีว่าตนจะถูกทำร้าย แต่เกรงว่าหากตอบโต้จะทำให้ศีลขาดจึงขอตัวแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น มิใยจะถูกทำร้ายแสนสาหัส ภูริทัติก้มิได้ตอบโต้ พราหมณ์จึงร่ายมนต์จับภูริทิตต์ใส่ย่ามตาข่าย เพื่อนำไปแสดงให้คนชม แม้จะอย่างไรภูริทัตต์ก็ยอมทำตามทุกอย่าง พราหมณ์ชั่วพาภูริทัตต์เที่ยวแสดงหาเงินจนมาถึงพาราณสี

ขณะเดียวกันสมุทรชาเห็นภูริทัตตหายไปจึงให้ลูกๆ ออกมาตามหา สุทัศนะ พร้อมด้วย อิจจิมุข น้องสาวต่างมารดา ตามมาถึงพาราณสีจึงพบภูริทัตต์ สุทัศนะแกล้งดูหมิ่นพราหมณ์ว่าเอานาคไม่มีพิษมาแสดง เขียดของตนยังมีพิษมากกว่า จึงท้าพิสูจน์โดยทูลเชิญพระราชามาเป็นสักขีพยาน ทรงรับสั่งให้ขุดบ่อน้ำ ๓ บ่อ นางอิจจิมุขออกมาจากมวยผม หยดพิษลงในบ่อน้ำแรกจนลุกเป็นไฟและลามไปทั้ง ๓ บ่อ พราหมณ์ถูกไอพิษจากไฟจนหนังลอกทั้งตัว จึงยอมปล่อยนาคให้เป็นอิสระ ภูริทัตต์จึงแปลงกายเป็นมนุษย์แล้วทูลความให้พระราชาฟังจนหมดสิ้น พระราชาทรงดีพระทัยที่รู้ว่าภูริทัตต์เป็นโอรสของสมุทรชา พระขนิษฐาของพระองค์เอง ทรงเล่าว่าเมื่อนางสมุทรชาไปสู่เมืองนาคแล้ว พระบิดาทรงเสียพระทัยมากจึงสละราชสมบัติแล้วออกบวช พระองค์จึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา สุดท้ายทุกคนกลับไปเมืองนาค ยกเว้นภูริทัตต์ขออาศัยอยู่ที่ศาลากับพระอัยกา รักษาศีลด้วยความสงบ ดังที่เคยตั้งปณิธานไว้

ชาติที่ ๗ — จันทกุมาร (จ) : ในอดีตเมืองพาราณสีมีชื่อว่า บุปผาวดี ปกครองโดย พระเจ้าเอกราชา ซึ่งมีพระราชบุตรองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า "จันทกุมาร" และมีพราหมณ์ชื่อ กัณฑหาล เป็นปุโรหิต ทำหน้าที่ตัดสินคดีความด้วย แต่กัณฑหาลเป็นคนทุจริตรับสินบน ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าคดีที่กัณฑหาลตัดสินให้นั้นไม่ยุติธรรม พระจันทกุมารทรงพิจารณาอีกครั้งแล้วกลับคำตัดสิน ทำให้กัณฑหาลเคียดแค้นเป็นอันมาก เพราะพระราชารับสั่งว่าต่อไปให้จันทกุมารตัดสินคดีความแต่ผู้เดียว

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าเอกราชาทรงพระสุบินเห็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ทรงหลงใหลอยากไปสู่ดินแดนอันแสนสุขนั้น จึงตรัสถามกัณฑหาลว่าต้องทำอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์ กัณฑหาลได้ทีที่จะแก้แค้นจันทกุมาร จึงกราบทูลว่า “พระองค์จะต้องนำบุคคลต่อไปนี้มาบูชายัญ คือ พระราชบุตร พระมเหสี ประชาชนหญิงชาย เศรษฐี ช้างแก้ว ม้าแก้ว อย่างละสี่ จึงจะไปสู่สวรรค์ได้” พระราชาทรงหลงเชื่อ จึงจัดเตรียมบุคคลและช้างม้าเพื่อเข้าพิธี ประชาชนทั่วไปร่ำไห้ แม้พระบิดาพระมารดาของพระราชาเอง พระวสุลกุมาร ราชบุตร และ พระนางจันทาเทวี พระมเหสีของจันทกุมาร และพระจันทกุมารเอง กราบทูลทัดทานชี้แจงเหตุผลเท่าใดก็ไม่รับฟัง พระนางจันทาเทวีจึงเสด็จไป ณ ที่จะบูชายัญ ทรงกล่าวสัจจวาจาและอ้อนวอนเทพยดาฟ้าดินให้ช่วยเหลือ พระอินทร์จึงเสด็จจากเทวโลก ทรงถือค้อนเหล็กมีไฟลุกโชติช่วงลงมายังลานที่จะทำพิธีบูชายัญ ทรงบังคับพระราชาให้ปล่อยผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด พระราชาจึงรับสั่งให้ปล่อยทุกคนออกจากเครื่องพันธนาการ ฝ่ายประชาชนผู้โกรธแค้นจึงรุมข้วางก้อนหินและทุบตีกัณฑหาลจนสิ้นชีวิต แล้วหันมาจะสังหารพระราชา แต่พระจันทกุมารทรงกอดพระราชาไว้ ประชาชนจึงขับไล่พระราชาออกนอกเมืองแล้วอภิเษกพระจันทกุมารขึ้นคลองบัลลังก์แทน พระจันทกุมารทรงปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข ยุติธรรม และทรงให้ความช่วยเหลือพระราชบิดาให้สุขสบายพอควร เมื่อพระจันทกุมารสวรรคต ได้เสด็จเสวยสุขในเทวโลก

ชาติที่ ๘ — พระพรหมนาท (นา) : พระราชาอังคติราช แห่งเมืองมิถิลา มีพระธิดาทรงพระนามว่า รุจาราชกุมารี วันหนึ่งพระราชาทรงปรารภกับหมู่อำมาตย์ถึงวิธีที่จะทำให้พระองค์เพลิดเพลิน วิชัย อำมาตย์ทูลเสนอว่า พระองค์ควรอัญเชิญพราหมณ์ผู้รู้ธรรมมาแสดงธรรมะ พระราชาทรงพอพระทัย ฝ่าย อลาต อำมาตย์ทูลเสนอแนะชีเปลือยชื่อ คุณาชีวก ว่าเป็นพหูสูต แต่เมื่อพระองค์ทรงถามปัญหาธรรม กลับตอบไม่ได้ เพราะเบาปัญญาและมีมิจฉาทิฏฐิ โดยทูลเลี่ยงไปว่า ธรรมะทั้งหลายที่ทรงถามนั้นไม่มีประโยชน์อันใด ในโลกนี้ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีปรโลก เมื่อตายร่างกายก็สูญสลายแม้ทำชั่วมามากมายก็จะบริสุทธิ์ไปเอง พระราชาทรงหลงเชื่อ เมื่อเสด็จถึงพระราชวังก็มีพระราชโองการว่า ต่อไปนี้พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติราชกิจใดๆจะแสวงหาแต่ความเพลิดเพลินในชีวิต แล้วมีรับสั่งให้รื้อโรงทานทั้งหมดเพราะจะไม่มีการให้ทานอีก เจ้าหญิงรุจาราชกุมารีได้ทูลเตือนถึงผลกรรมที่จะทรงได้รับหลังสิ้นพระชนม์และทูลขอให้เลิกคบคุณาชีวก แต่พระองค์มิได้ทรงเชื่อ พระนางจึงทรงอธิษบานต่อเทพยดาฟ้าดินขอให้เปลี่ยนความคิดผิดของพระราชบิดาให้ถูกต้องด้วย

ขณะนั้นมีพรหมเทพองค์หนึ่งชื่อ “นารท” เป็นผู้มีความกรุณาในสรรพสัตว์ นารทพรหมเล็งเห็นความทุกข์ของรุจาราชกุมารี และความเดือดร้อนของประชาชนอันเกิดจากความหลงผิดของพระราชา จึงเสด็จจากเทวโลกแปลงเป็นบรรพชิต เอาภาชนะทองใส่สาแหรกข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งใส่คนโทแก้ว แล้วเหาะลงมายังปราสาท ลอยอยู่หน้าพระพักตร์ พระราชาทรงถามพระนารทว่า เหตุใดจึงลอยในอากาศได้ พระนารทตอบว่า เพราะตนได้บำเพ็ญคุณธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ธรรมะ ทมะ (การฝึกฝนปรับปรุงตน) จาคะ (การเสียสละ) จึงมีฤทธิ์จะไปไหนก็ได้ตามใจปราถนา พระราชาตรัสถามว่าผลบุญมีด้วยหรือ พระนารททูลตอบว่าผลบุญและบาปมีจริง มีทั้งสวรรค์และนรก และบรรยายต่อไปว่าผู้ที่ทำบาป มีมิจฉาทิฏฐิไม่ยอมทำความดี จะต้องตกนรก ได้รับความทรมานแสนสาหัส จนพระราชาทรงรู้สึกสำนึกผิด พระนารทจึงทูลถวายธรรมะแก่พระราชาให้ตั้งมั่นในทาน ในศีล ในธรรม อันเป็นหนทางสู่สวรรค์ พระราชาจึงเริ่มกลับมาทำบุญทำทานอีก และทรงเลือกครบแต่กัลยาณมิตร มีทศพิธราชธรรม ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็มีแต่ความสุขสงบตลอดไป

ชาติที่ ๙ — วิธูรบัณฑิต (วิ) : กาลครั้งหนึ่งพระโอรสของพระราชา ธนญชัยโกรพ ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา ในราชสำนักมีบัณฑิตชื่อ “วิธูร” ซึ่งพระราชาโกรพทรงนับถือ เพราะเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้พระองค์ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมและบำเพ็ญศีลเป็นนิจ แต่พระองค์โปรดการเล่นสกาเพราะทรงชนะอยู่เสมอ วันหนึ่ง นางวิมาลา พระมเหสีของท้าววิรุณนาคราช อยากฟังธรรมจากวิธูรบัณฑิตบ้าง พระธิดา อิรันทตี รับอาสาไปนำ “หัวใจ” ของวิธูรบัณฑิตมาถวาย จึงรีบขึ้นมายังมนุษยโลกในร่างของสตรีที่งดงาม ประกาศว่าจะมอบสมบัติและตัวนางเองให้กับผู้ที่นำ “หัวใจ” ของวิธูรบัณฑิตมาให้ ยักษ์ตนหนึ่งชื่อ ปุณณกะ รับอาสาโดยท้าแข่งสกากับพระราชาโกรพ ตอนต้นพระราชาทรงชนะตลอด จนปุณณกะสงสัย เมื่อใช้ญาณวิเศษจึงพบว่ามีเทพธิดาแอบคอยช่วยอยู่ จึงขู่เทพธิดาจนกลัวและหนีไป เมื่อปราศจากเทพธิดาพระราชาจึงแพ้ในการเดิมพันครั้งนั้น และจำพระทัยยกวิธูรบัณฑิตให้กับปุณณกะยักษ์ไป ซึ่งวิธูรบัณฑิตยอมปฏิบัติตามโดยดีเพื่อรักษาสัจจะของพระราชา

ตลอดการเดินทาง ปุณณกะพยายามจะสังหารวิธูรบัณฑิตเพื่อเอาหัวใจแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะบารมีแห่งการบำเพ็ญศีลคุ้มครอง วิธูรบัณฑิตถามถึงสาเหตุที่อยากให้ตนตาย ปุณณกะจึงเล่าอย่างละเอียด เมื่อได้ฟังดังนั้นวิธูรบัณฑิตเข้าใจทันทีว่านางวิมาลาต้องการฟังธรรมะจากตน เพราะธรรมะคือ”หัวใจ”ของนักปราชญ์ราชบัณฑิตมิได้หมายถึงหัวใจจริงๆ วิธูรบัณฑิตจึงแสดงโอวาทแก่ปุณณกะจนรู้สึกสำนึกผิดเลิกคิดที่จะเอาหัวใจตน

จากนั้น วิธูรบัณฑิตลงไปยังเมืองบาดาล ได้แสดงธรรมแก่ท้าววิรุณนาคราชและพระมเหสี ซึ่งบังเกิดความซาบซึ้งและเลื่อมใสในวิธูรบัณฑิตมากจึงรับสั่งให้ปุณณกะยักษ์นำวิธูรบัณฑิตกลับขึ้นไปยังมนุษยโลก พร้อมทั้งพระราชทานพระราชธิดาอิรันทตีแก่ปุณณกะด้วย พระราชาโกรพทรงปิติยิ่งนัก ทรงโปรดให้จัดงานฉลองรับขวัญวิธูรบัณฑิตเป็นเวลา ๑ เดือน พร้อมทั้งทรงบริจาคทานเป็นการใหญ่ ด้วยทรงระลึกได้ว่าการเล่นพนันสกาเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียวิธูรบัณฑิตไป

ชาติที่ ๑๐ — พระเวสสันดร (เว) : “พระเวสสันดร” เป็นโอรสของ พระเจ้าสัญชัย กับ พระนางผุสดี เมื่อทรงพระเยาว์โปรดการทำบุญให้ทานอย่างมาก เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระเวสสันดรได้ขึ้นครองราชย์และอภิเษกสมรสกับ พระนางมัทรี มีโอรสชื่อ ชาลี และธิดาชื่อ กัณหา นอกจากพระเวสสันดรทรงปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว พระองค์ยังโปรดให้ตั้งโรงทานทั่วพระนครเพื่อบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ ต่อมาเมือง กาลิงครัฐ เกิดฝนแล้งจนราษฎรได้รับความเดือดร้อนสาหัส พระราชาจึงทรงมอบให้พราหมณ์ ๘ คนมาทูลขอช้างเผือกคู่บัลลังก์ พระเวสสันดรก็พระราชทานให้ เมืองกาลิงครัฐก็เกิดฝนตกตามฤดูกาล แต่ทาง สีพีนคร ราษฎรและเสนาอำมาตย์ต่างไม่พอใจที่พระเวสสันดรยกช้างคู่บ้านคู่เมืองให้ผู้อื่นไป ในที่สุดพระเจ้าสัญชัยจึงจำพระทัยเนรเทศพระเวสสันดรออกจากพระนคร โดยมีพระนางมัทรี และโอรสธิดาทั้ง ๒ พระองค์เสด็จตามเข้าป่าไปด้วย ในระหว่างทางมีพราหมณ์มาทูลขอม้าและราชรถไปจนหมดสิ้น เมื่อทรงพระราชดำเนินมาถึง เขาวงกต พระเวสสันดรทรงบวชเป็นดาบส พระนางมัทรีจึงขอบวชตาม พระอินทร์ได้เนรมิตบรรณศาลาให้เป็นที่ประทับ และได้เล็งเห็นอันตรายอันอาจเกิดแก่พระนางมัทรีจากพวกคนธรรพ์และฤาษีที่ยังละกามคุณ ๕ ไม่ได้ จึงได้เนรมิตต้น มักกะลีผล ขึ้น ๑๖ ต้นในบริเวณเขาวงกต ต้นมักกะลีผลนี้ตามตำนานว่าต้นสูงใหญ่ ผลมีลักษณะเหมือนหญิงสาวสวยแต่พูดไม่ได้ เมื่อถูกเด็ดจากต้นจะอยู่ได้ระยะหนึ่ง บ้างว่า ๗ วันก็เหี่ยว ค่อยๆย่อส่วนเล็กลงเพราะไม่มีกระดูก

ในเมืองกาลิงครัฐ ยังมีวณิพกเฒ่านามว่า ชูชก มีภรรยาสาวสวยชื่อ นางอมิตตดา ซึ่งได้มาจาการที่ชูชกนำเงินที่ขอทานได้ไปฝากเพื่อน แต่เพื่อนกลับนำไปใช้จนหมดจึงยกลูกสาวให้แทน นางอมิตตดาได้ปรนนิบัตชูชกอย่างดีจนเป็นที่อิจฉาของเพื่อนบ้านซึ่งค่อนแคะถากถางเป็นประจำจนสุดจะทานทน ชูชกจึงออกเดินทางเพื่อไปขอโอรสธิดาของพระเวสสันดรมาให้ภรรยาใช้ ซึ่งพระเวสสันดรก็พระราชทานให้ พระโอรสและพระธิดาพากันหนีลงไปซ่อนอยู่ใต้ใบบัวในสระ พระเวสสันดรจึงเสด็จไปริมสระตรัสแสดงธรรมโอวาทต่อทั้ง ๒ พระองค์ พระโอรสชาลีจึงชวนกัณหาขึ้นจากสระมากราบลาพระบิดา แล้วติดตามชูชกไปอย่างโศกาอาดูร ส่วนพระนางมัทรีขณะกลับจากป่าหลังจากหาอาหาร ทรงพบเสือใหญ่นอนขวางทางทำให้กลับถึงอาศรมช้าไม่ทันการ เมื่อทราบความจริงพระนางทรงโทมนัสอย่างมากแต่ก็ทรงอนุโมทนาในการบริจาคนี้ ข้างฝ่ายพระอินทร์เมื่อเล็งทิพยเนตรก็ทราบความเป็นไปทั้งหมด จึงแปลงร่างเป็นพราหมณ์เฒ่าแกล้งทูลขอพระนางมัทรี เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานให้พระอินทร์ก็แสดงพระองค์แล้วขอฝากไว้ก่อน เพื่อที่พระเวสสันดรจะไม่สามารถยกพระนางให้แก่ผู้อื่นได้ ฝ่ายชูชกนำตัวพระชาลีและกัณหาเดินทางไปในป่า เทพยดาพากันมาคอยดูแลคุ้มครองสองกุมารกุมารีตลอดทาง และได้บันดาลให้ชูชกเดินทางหลงเข้าไปในเมืองสีพีนคร พร้อมทั้งโอ้อวดต่างๆนานา ความทราบถึงพระเจ้าสัญชัย จึงได้ขอไถ่ตัวพระราชนัดดาด้วยทรัพย์สินมากมาย และได้ทรงจัดอาหารอย่างดีให้แก่ชูชก ซึ่งชูชกได้เพลิดเพลินกับอาหารจนกระทั่งท้องแตกตาย พระเจ้าสัญชัยจึงให้จัดพิธีเฉลิมฉลองรับขวัญพระราชนัดดาชาลีและกัณหา แล้วทรงให้จัดขบวนช้างม้าออกจากพระนครไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับสู่พระนคร พระเวสสันดรจึงทรงลาจากเพศดาบสแล้วครองแผ่นดินให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป อีกทั้งยังบริจาคทานตลอดจนกระทั่งสิ้นพระชนมายุ

 คำบรรยายภาพพระพุทธรูปปางต่างๆ ๒๓ ปาง

สวนป่าหิมพานต์ เลขที่ ๗๔ หมู่ ๘ บ้านทุ่งตีนผา ตำบลแคมป์สน เชิงภูเขาผาซ่อนแก้ว อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ๖๗๒๘๐ ห่างจากถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก (ทางหลวงหมายเลข ๑๒) เข้าทางสวนป่าหิมพานต์ ระหว่าง ก.ม.๓๓๒ และ ก.ม.๓๓๓ ทางเข้าจากถนนใหญ่ขึ้นเขาไปประมาณ ๒.๖ กิโลเมตร