ปฐมบทแห่งองค์พระปทุมรัตนเจดีย์ศรีอารยวงศ์

 สถานที่ตั้ง

สวนป่าหิมพานต์ เลขที่ ๗๔ หมู่ ๘ บ้านทุ่งตีนผา ตำบลแคมป์สน เชิงภูเขาผาซ่อนแก้ว อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ๖๗๒๘๐ ห่างจากถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก (ทางหลวงหมายเลข ๑๒) เข้าทางสวนป่าหิมพานต์ ระหว่าง ก.ม.๓๓๒ และ ก.ม.๓๓๓ ทางเข้าจากถนนใหญ่ขึ้นเขาไปประมาณ ๒.๖ กิโลเมตร

 ประวัติ

เริ่มต้นจากการซื้อที่ดินครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นที่ว่างเปล่าเต็มไปด้วยหญ้าคา ต้นไม้ยืนต้นแทบจะไม่มีเลย ต่อมาได้ปลูกต้นไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งและไฟป่า โดยขุดสระใหญ่ไว้หลายสระเพื่อนำน้ำมาใช้รดต้นไม้ จากนั้นค่อยๆ พัฒนาเป็นสวนป่าอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีโอกาสกราบนมัสการพระอาจารย์หลวงพ่ออารยวังโส แห่งวัดป่าพุทธพจน์ จังหวัดลำพูน และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๒ พระอาจารย์ได้มอบต้นศรีมหาโพธิ์ ที่เป็นต้นที่เกิดจากเมล็ดหรือกิ่งจากต้นเดิมที่พุทธคยา ประเทศอินเดียมาให้ ๓ ต้น

เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ พระอาจารย์อารายวังโสได้นำคณะสงฆ์จากวัดป่าพุทธพจน์ มาปักกลด ณ สวนป่าหิมพานต์นี้ พร้อมทั้งศิษยานุศิษย์ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ตอนเช้าได้มีการกำหนดตำแหน่งต้นศรีมหาโพธิ์ทั้ง ๓ ต้น พร้อมกับทำพิธีบอกกล่าวเจ้าที่

ตอนสาย พระอาจารย์กับคณะสงฆ์ได้ทำพิธีปลูกศรีมหาโพธิ์ทั้ง ๓ ต้น (ดูรูปที่ ๔) ต้นแรก พล อ.จรัล กุลวณิชย์ เป็นผู้ปลูก ต้นที่ ๒ ศ.คุณหญิงนงเยาว์ และ ศ.อรุณ ชัยเสรี เป็นผู้ปลูก ต้นที่ ๓ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ขณะนั้นเป็นผู้ปลูก (ดูรูปที่ ๕,๖,๗)

ปรากฏว่า ต้นที่ ๑ งามกว่าเพื่อน รองลงมาเป็นต้นที่ ๒ ซึ่งเพาะจากเมล็ด ขณะปลูกเกือบไม่มีใบแล้ว ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะตั้งตัวได้ สำหรับต้นที่ ๓ ซึ่งมีลำต้นคู่ ขณะปลูกแทบไม่มีดินติดรากมาเลย ใบก็ร่วงหมด จากนั้นกิ่งทั้งสองค่อยๆ แห้งจากข้างบน จนเหลืออีกประมาณ ๒๐ เซนติเมตรจะถึงโคน จึงตัดสินใจตัดให้เหลือแต่ตอ แล้วรอดูมีคนเอานมกล่องไปวางทั้ง ๓ ต้น ในใจก็อธิษฐานขออย่าให้ตายเลย หลายวันต่อมา ลองแหวกดินและหญ้าแห้งที่คลุมโคนต้นออกดูเห็นอะไรสีขาวๆ คล้ายถั่วงอกเล็กๆ ยื่นออกมา คิดว่าคงจะเป็นต้นอ่อนที่งอกออกมาจากตอ จึงกลบดินไว้ตามเดิม อีก ๒ สัปดาห์มาดูใหม่ ปรากฏว่ามีใบสีเขียวเล็กๆ โผล่ออกมาทั้ง ๒ ตอ ซึ่งอยู่ติดกัน จึงเก็บไว้ทั้งคู่เพื่อให้มีลักษณะเหมือนกับต้นเดิมที่ปลูก ปัจจุบันทั้ง ๓ ต้นโตเกือบทันกันแล้วตอนเย็นวันนั้น (๗ มกราคม) เวลาประมาณ ๑๗ นาิกา พระอาจารย์แนะว่ามีต้นศรีมหาโพธิ์แล้วก็ควรจะมีเจดีย์ด้วย จึงพร้อมด้วยศิษย์ผู้ติดตามได้ไปเลือกหาบริเวณที่เหมาะจะสร้างเจดีย์ โดยเริ่มเดินจากบริเวณที่จะปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอยู่เชิงเขาผาซ่อนแก้วด้านทิศตะวันตก (ดูรูปที่ ๑) พระอาจารย์พาศิษย์เดินไปทางทิศตะวันออกตามถนนเหนือสระอโนดาต ลัดเลาะผ่านธารน้ำตกขึ้นไปยังเนิน ซึ่งขณะนั้นได้สร้างศาลาไว้สำหรับชมวิว พระอาจารย์ดูรอบทิศแล้วชี้ว่า “ตรงนี้แหละเหมาะที่จะสร้างเจดีย์ (ดูรูปที่ ๓) เพราะมองเห็นได้กว้าง ๑๘๐ องศา” และเป็นจุดที่ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นทางทิศตะวันออก เดินทางผ่านเจดีย์ไปทางทิศตะวันตก (ดูรูปที่ ๒)

จากนั้นพระอาจารย์ได้เขียนแบบร่างแนวความคิดส่งมาให้โดยให้ทำเป็นรูปดอกบัว ๓ ดอก วางซ้อนกัน มีความหมายว่า “ศีล สมาธิ ปัญญา” และมีลูกแก้วตรงยอดพื้นชั้นบนสุด ทำไว้สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (ดูรูปที่ ๘)

จากนั้น วิศวกร และสถาปนิกของ บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด ได้เริ่มทำแบบโครงสร้างและสถาปัตยกรรม โดยยึดถือแบบแนวคิดของพระอาจารย์ ฐานเจดีย์กว้าง ๑๑ เมตร ภายในเจดีย์กว้าง ๙ เมตร ความสูงถึงยอดปลีประมาณ ๑๗ เมตร (ดูรูปที่ ๙) หลังจากนั้น ลงมือทำฐานราก ซึ่งส่วนมากเป็นหินธรรมชาติ เมื่อทำฐานรากคานคอดิน และพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กเสร็จ ก็เริ่มตั้งเสาและหล่อคานรับพื้นผนัง และดอกบัว แล้วสร้างปล้องไฉน ทำปลี แล้วรีบติดตั้งระบบสายล่อฟ้าให้เสร็จทันก่อนฤดูฝน ซึ่งปกติฟ้าจะคะนองมาก

จากนั้น นำกระจกเงาและแผ่นสะท้อนแสงบรรจุภายในปลีเมื่อสร้างโครงคอนกรีตเสริมเหล็กถึงยอด (ดูรูปที่ ๑๐) พระอาจารย์และคณะสงฆ์ได้กรุณามาทำพิธีวางศิลาฤกษ์ให้เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ (ดูรูปที่ ๑๑, ๑๒, ๑๓)

หลังพิธีวางศิลาฤกษ์ พระอาจารย์ได้ช่วยทำพิธี คณะสานุศิษย์ช่วยกันปลูกต้นศรีมหาโพธิ์เพิ่มอีก ๔ ต้น รวมที่ปลูกแล้ว ๓ ต้นเป็นทั้งหมด ๗ ต้น กระจายตลอดเชิงเขาผาซ่อนแก้ว หลังจากนั้นฝ่ายก่อสร้างก็เริ่มทำดอกบัว ๓ ดอก เนื่องจากลูกแก้วที่หาได้มีขนาดใหญ่สุดเพียง ๓๐ เซนติเมตร ซึ่งเล็กกว่าในแบบมาก จึงต้องเพิ่มปล่องไฉนและปลีขึ้นไปรับลูกแก้ว (ดูรูปที่ ๑๔) และเนื่องจากพระอาจารย์กำหนดให้มีพระพุทธรูปหยกขาววางไว้กลางพระเจดีย์ จึงได้เจาะช่องบนปลีและกรุกระจกเงาภายใน เพื่อให้แสงสว่างผ่านจากลูกแก้วลงมายังพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่บนแท่นหินสีเขียวแก่

กลางเจดีย์ (ดูรูปที่ ๒๖) สำหรับดอกบัว ๓ ดอก ใช้ระบบก่อสร้างแบบเฟอโรซีเมนต์ (ferrocement) คือใช้ลวดตาข่าย ๒ ชั้น แทนไม้แบบเสริมด้วยตะแกรงเหล็กเส้น แล้วฉาบปูนทรายทั้ง ๒ ด้าน โดยได้มอบให้ช่างที่ปั้นรูปสัตว์ป่าหิมพานต์เป็นคนทำ ซึ่งก็ทำได้ดีมากทั้งที่เป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน (ดูรูปที่ ๑๕, ๑๖) ที่ระดับฐานดอกบัวชั้นล่างสุดได้ปูกระเบื้องสีฟ้าโดยรอบ เพื่อแทนน้ำล้อมรอบดอกบัว ขอบของแอ่งน้ำมีกลีบบัวสีทอง ๑๐๘ กลีบ แทนความหมายของการสวดอิติปิโส ๑๐๘ จบ

 สิ่งที่บรรจุภายในเจดีย์

ปทุมรัตน์เจดีย์ศรีอารยวงศ์ เป็นทั้งพระธาตุเจดีย์ พระธรรมเจดีย์ และอุทเทสิกเจดีย์รวมในองค์เดียวกันคือ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสถานที่บรรจุคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นสถานที่บรรจุพระพุทธรูปปางต่างๆ พร้อมทั้งพุทธประวัติโดยย่อ (ดูรูปที่ ๒๑) และภาพสถานที่จริงที่ปรากฏในพุทธประวัติ (ดูรูปที่ ๒๒) ถัดลงมาเป็นธรรมะโดยย่อของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร และอนัตตลักขณสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดภิกษุปัญจวัคคีย์จนสำเร็จอรหัตทุกรูป ต่อมาเป็นอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชฎิล ๑๐๐๓ รูป จนดวงตาเห็นธรรมทั้งหมด (ดูรูปที่ ๒๓)

นอกจากนั้นยังมีมงคลสูตรและพระราชนิพนธ์ของพระมหาธีรราชเจ้ารัชกาลที่ ๖ คำแปลศัพท์ต่างๆ ที่ปรากฏในธรรมะดังกล่าว ถัดลงมาอีกระดับหนึ่งเป็นรูปปั้นเหมือนจริงของพระอริยสงฆ์ที่มรณภาพแล้วรวม ๒๐ รูป (ดูรูปที่ ๒๓) รวมเป็นพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ตรงแท่นหินสีเขียว ตรงกลางพระเจดีย์เป็นที่บรรจุพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย รวม ๙๑ เล่ม (ดูรูปที่ ๒๔, ๒๕) รูปปั้นพระอาจารย์อริยวังโสภิกขุซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด "ปทุมรัตน์เจดีย์ศรีอารยวงศ์" แห่งนี้

ช่องแสงเหนือหน้าต่างและประตูทำเป็นกระจกสีแสดงทศชาติ ซึ่งเป็น ๑๐ ชาติสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์กำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ คือ เนกขัมมะ วิริยะ เมตตา อธิษฐาน ปัญญา ศีล ขันติ อุเบกขา สัจจะ ทาน พร้อมทั้งสลักเรื่องราวโดยย่อของแต่ละชาติลงบนแผ่นกระจกแล้วอบด้วยความร้อนเพื่อความคงทน (ดูรูปที่ ๑๙)

บนเพดานมีโดมกระจกสี ทำเป็นรูป ๑๒ ราศี (ดูรูปที่ ๒๐) มีดวงดาวตามตำแหน่งและขนาดของดวงดาวนั้นๆ มีความสว่างมากน้อยตามความเป็นจริง หมายถึงในมนุษยโลก ถัดขึ้นไปเป็นเทวโลก อันได้แก่ กามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้น เลื่อนขึ้นไปเป็นพรหมโลก โดยแบ่งเป็นรูปพรหม ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม ๔ ชั้น ตรงกึ่งกลางเป็นกระจกใส หมายถึงความว่าง (โลกกุตตระ) แสงจากดวงอาทิตย์จะผ่านลูกแก้วบนยอดเจดีย์ ส่องตรงลงมายังพระพุทธรูปหยกสีขาวที่ประดิษฐานอยู่กึ่งกลางเจดีย์ (ดูรูปที่ ๒๖)

บานประตูทางเข้าทำด้วยไม้สัก กรุด้วยแผ่นอะลูมิเนียมดุนลาย ภายนอกเป็นรูปมือพนมถือดอกบัวและธูปเทียน หมายถึงผู้ที่จะเข้ามานมัสการพระบรมสารีริกธาตุด้านในดุนเป็นรูปมือพระพุทธรูปปางประทานพร (ยืน) และมีรูปดอกบัวพ้นน้ำ เพื่อแสดงว่าผู้ที่ได้เข้ามาศึกษาธรรมะภายในองค์เจดีย์นี้แล้ว เสมือนหนึ่งได้พรอันสูงส่งกลับไปพ้นบาปอกุศลทั้งปวง (ดูรูปที่ ๑๗, ๑๘)

 การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การออกแบบและก่อสร้างเจดีย์หลังนี้ ได้คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย

๑. แสงสว่าง ส่วนใหญ่ใช้แสงจากธรรมชาติ เช่น แสงที่มาจากลูกแก้ว ช่องแสงที่เจาะไว้ ๘ ช่อง ให้แสงส่องลงไปที่กระจกโดมรูปจักรวาล และแสงสว่างจากทางหน้าต่างและประตู ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟแสงสว่างเลย ยกเว้นตอนกลางคืน จะใช้แบตเตอรี่ที่ใช้กับรถยนต์ เป็นตัวให้แสงสว่าง สำหรับซุ้มช่องที่บรรจุพระพุทธรูป และพระอริยสงฆ์ เวลาค่ำจะมีหลอดไฟแอลอีดี หลอดละเพียง ๑ วัตต์ ต่อ ๑ ช่อง รวมทั้งสิ้น ๔๔ ช่อง เท่ากับ ๔๔ วัตต์ รวมเบ็ดเสร็จแล้วไม่เกิน ๙๐ วัตต์

๒. การระบายอากาศ ปกติเจดีย์ทั่วไป ภายในส่วนบนจะโปร่ง จึงจำเป็นต้องมีช่องระบายอากาศเพื่อให้อากาศภายในมีการหมุนเวียน ทำให้ไม่อึดอัด และเป็นการป้องกันมิให้ความชื้นภายในกลั่นตัวเป็นน้ำ นอกจากนั้นยังทำให้อุณหภูมิภายในลดลง เย็นสบายตลอดเวลาเนื่องจากจุดที่ตั้งเจดีย์ลมแรงมาก หากลมแรงพัดเข้าทางประตูแล้วไม่มีทางออก จะทำให้ส่วนตกแต่งภายในเจดีย์เกิดการเสียหายได้ จึงได้มีการเจาะช่องระบายอากาศเหนือฝ้าเพดาน เพื่อทำหน้าที่ระบายลมที่พัดเข้ามาแรง

๓. การเลือกใช้วัสดุ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ จึงพยายามใช้ไม้ให้น้อยที่สุด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ไม้เพื่อทำแบบหล่อคอนกรีต โดยเฉพาะดอกบัว ใช้ระบบปูนฉาบบนตะแกรงลวดเป็นโครงสร้าง โดยมีเหล็กเส้นผูกเป็นตะแกรงเสริมตรงกลาง จึงไม่ต้องใช้แบบหล่อเลย สำหรับสีที่ใช้ทาภายในของดอกบัว ใช้ปูนขาวผสมน้ำข้าวเหนียวตามภูมิปัญญาคนโบราณ ทำให้ลดการใช้สารจำพวก formaldehyde ซึ่งเป็นสารอันตรายที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ หินที่ใช้ทำขั้นบันไดก็เก็บจากหินบริเวณรอบเจดีย์นั้นเอง

ก่อนถึงวันฉลองเจดีย์ คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ได้ปรึกษากับพระอาจารย์ ถึงการจุดธูปเทียนภายในเจดีย์ อาจทำให้ภาพวาดเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ พระอาจารย์จึงแนะนำให้สร้างสถานที่ปักธูปเทียนกลางแจ้ง พร้อมทั้งสร้างดอกบัว ๑ ดอก สำหรับบรรจุพระคะแนน ๘๔,๐๐๐ องค์ภายในดอกบัวนั้น พร้อมทั้งเสก็ชแบบร่างเป็นแนวความคิดให้พวกเราไปทำต่อ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินขึ้นบันได ๙๙ ขั้น เพื่อกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุภายในองค์เจดีย์ได้ ก็ใช้สถานที่นี้เป็นที่อธิษฐานก็ได้เพราะอยู่ใกล้กับบันไดทางขึ้นไปพระเจดีย์ พระแท่นนี้ให้ชื่อว่า "พระแท่นรัตนปัทมบูชา"