'ธรรมรัตนะ' ในพระเจดีย์

 ธัมมจักกัปปวัตนสูตร (ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง) (ย่อ)

พระอานนท์เถระได้สดับมาแล้วอย่างนี้ : สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อ่านว่า อิสิปะตะนะมฤคทายวัน) ใกล้เมืองพาราณสีในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเตือนภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า :
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรข้องแวะเลย คือ

๑) การประกอบตนให้พัวพันด้วยกาม อันเป็นของต่ำทราม เป็นข้อประพฤติของปุถุชนที่มีกิเลสหนา ไม่ประเสริฐ ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของอริยเจ้าและหาประโยชน์ใดๆมิได้เลย

๒) การเบียดเบียนตนให้ลำบาก (เช่นการทรมานตนเอง) อันเป็นสิ่งนำมาซึ่งทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของอริยเจ้าและหาประโยชน์ใดๆมิได้เลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ไม่เข้าใกล้ส่วนที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างนั้นมีอยู่ เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว เป็นเครื่องทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ เพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ทางสายกลาง คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ (อริยอัฏฐังคิกมรรค) ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ – ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปโป – ความดำริชอบ, สัมมาวาจา – การพูดจาชอบ, สัมมากัมมัณโต – การทำการงานชอบ, สัมมาอาชีโว – การเลี้ยงชีพชอบ, สัมมาวายาโม – ความพากเพียรชอบ, สัมมาสติ – ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ – ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ คือ ทุกข์ นี้มีอยู่ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ การพบอารมณ์ที่ไม่ชอบ ก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากอารมณ์ที่ชอบ ก็เป็นทุกข์ การไม่ได้รับอารมณ์ที่ปรารถนา ก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อคือ ขันธ์ทั้ง ๕ อันได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ล้วนเป็นทุกข์ ก็อริยสัจ คือ ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ และเรากำหนดรู้ได้แล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ คือ ทุกขสมุมัย เหตุให้เกิดทุกข์นี้มีอยู่ คือ ตัณหา อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก, ประกอบด้วย ความกำหนัด, ความเพลิดเพลิน, คือตัณหาในกาม, ตัณหาในความมีความเป็น, ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น ก็อริยสัจ คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรละเสีย และเราละได้แล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ ได้แก่ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้มีอยู่โดยความดับสนิท ไม่มีตัณหาเหลือเลยนั่นเอง เป็นความสลัดทิ้ง สลัดคืน เป็นความปล่อย เป็นการทำให้ตัณหานั้นไม่มีที่อาศัย ก็อริยสัจ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง และเราทำให้แจ้งได้แล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่ทำให้สัตว์ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้มีอยู่ หมายถึง มรรคมีองค์ ๘ ประการได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจชอบ ก็อริยสัจ คือข้อปฏิบัติที่ทำให้สัตว์ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี และเราทำให้เกิดมีได้แล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่าอริยสัจก็คือทุกข์, คือเหตุให้เกิดทุกข์ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ และคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้

กล่าวโดยย่อ อริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำให้คนเป็นพระอริยะ มี ๔ อย่าง ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ดูอริยอัฏฐังคิกมรรค) อริยอัฏฐังคิกมรรค มรรค มีองค์ ๘ ประการ คือ :

องค์มรรคที่ ๑ สัมมาทิฏฐิ                    - ความเห็นชอบ : ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในความดับแห่งทุกข์ ความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์

องค์มรรคที่ ๒ สัมมาสังกัปโป              - ความดำริชอบ : ความดำริในการออกจากกาม ไม่มุ่งร้าย ไม่เบียดเบียน

องค์มรรคที่ ๓ สัมมาวาจา                   - การพูดจาชอบ : เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง การพูส่อเสียด การพูดหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ

องค์มรรคที่ ๔ สัมมากัมมันโต            - การทำการงานชอบ : เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า การถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้ การประพฤติผิดในกาม

องค์มรรคที่ ๕ สัมมาอาชีโว                 - การเลี้ยงชีพชอบ : การเลี้ยงชีวิตที่ชอบ ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิด

องค์มรรคที่ ๖ สัมมาวายาโม              - ความพากเพียรชอบ : ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารถนาความเพียร ประคองตั้งจิตไว้เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดขึ้น, เพื่อจะละอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น, เพื่อความตั้งอยู่ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

องค์มรรคที่ ๗ สัมมาสติ                       - ความระลึกชอบ : ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นภายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและไม่พอใจในโลกออกเสียได้, ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ, ย่อมเป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ, ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายเป็นประจำ

องค์มรรคที่ ๘ สัมมาสมาธิ                  - ความตั้งใจมั่นชอบ : สงัดแล้วจากกาม และจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก วิจาร มีปิติ และสุขอันเกิดจากวิเวก เพราะความที่วิตกวิจารระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจ ในภายในให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิจาร มีแต่ปิติ และสุขอันเกิดจากสมาธิ อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปิติ ย่อมเป็นอยู่อุเบกขา ผู้มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกายที่พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่าเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปกติสุข ดังนี้ เข้าถึงตติยฌาน เพราะละสุขเสียได้ และละทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสองในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติ บริสุทธิเพราะอุเบกขา

 อนัตตลักขณสูตร (อนัตตะลักขะณะสุตตัง) (ย่อ)

พระอานนท์เถระได้สดับมาแล้วอย่างนี้ : สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อ่านว่า อิสิปะตะนะมฤคทายวัน) ใกล้เมืองพาราณสีในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเตือนภิกษุปัญจวัคคีย์ ให้ตั้งใจฟังภาษิตนี้ว่า :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

รูป (คือ สิ่งที่เป็นรูปร่างพร้อมทั้งลักษณะอาการของมัน เช่น ร่างกายรวมทั้งวัตถุภายนอก)

เวทนา (คือ ความรู้สึกทุกข์ สุข ความเสวยอารมณ์)

สัญญา (คือ ความจำได้หมายรู้ซึ่ง รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และอารมณ์)

สังขาร (คือ สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม)

วิญญาณ (คือ ใจ, จิต, ความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้ที่เกิดขึ้น เมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน เช่น รู้อารมณ์เมื่อรูปมากระทบกับตา ได้แก่ การเห็น, เสียงมากระทบกับหู ได้แก่ การได้ยิน ฯลฯ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หากรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอัตตา (ของตน) แล้ว ทั้งรูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น ก็จะไม่เป็นเหตุให้เกิดเจ็บป่วย อาพาธลำบากกาย อนึ่ง สัตว์พึง(ประสงค์) จะได้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ตามใจหวังว่าอยากให้เป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

ก็เพราะเหตุใด, ภิกษุทั้งหลาย, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเป็นอนัตตา (มิใช่ของตน)? ก็เพราะการที่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ได้เป็นของตนจึงเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วย อาพาธลำบากกาย อนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่สัตว์ทั้งหลายจะบังคับให้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นไปตามใจหวังว่า จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าเป็นอย่างนั้นเลย [เช่น เป็นไปไม่ได้ที่จะบังคับให้ตนมีรูปร่างงามตลอดไป ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ ไม่ตาย]

พระผู้มีพระภาค : ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายย่อมสำคัญความนั้นเป็นไฉน? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ภิกษุ : ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาค : สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?

ภิกษุ : เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาค : ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเอาสิ่งนั้น ว่านั่นของเรา เราเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้? นั่นเป็นตนของเรา?

ภิกษุ : ไม่ควรเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า

รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ (รวมเรียกว่า เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ ๕ คือ รูปธรรม และนามธรรม ที่ประกอบเข้าเป็นชีวิต) อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ นั้นทั้งหมดก็สักว่าเป็น รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่นไม่ได้เป็นนี่ นั่นก็ไม่ใช่ตัวของเรา ดังนี้ ข้อนี้เธอทั้งหลายพึงเห็นตามจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความคิด เพราะคลายความคิด จิตจึงหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็เกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว

อริยะสาวกะนั้นย่อมทราบชัดว่า การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้ปฏิบัติจบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้จบลง พระภิกษุปัญจวัคคีย์ก็มีใจยินดีเพลิดเพลินในภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลเมื่อไวยากรณ์ (พุทธพจน์ที่เป็นข้อความร้อยแก้ว) นี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ จิตของภิกษุปัญจะวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะ คือ ความชั่วทั้งปวง

 อนัตตะลักขะณะสุตตัง นิฏฐิตัง

หมายเหตุ : หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบแล้ว มีโกณฑัญญะเพียงรูปเดียวที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ และในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตลักขณะสูตรนี้จบลงแล้ว ก็ทำให้ปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก ๔ รูป คือ ภัททิยะ วัปปะ มหานาม (อ่านว่ามหานาม) และอัสสชิ สามารถมีดวงตาเห็นธรรมและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด จึงทำให้มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นในโลกนี้รวมเป็น ๖ รูปด้วยกัน ณ เวลานั้น

 อาทิตตปริยายสูตร (อาทิตตะปะริยายสุตตัง) (ย่อ)

พระอานนท์เถระได้สดับมาแล้วอย่างนี้ : สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่คยาสีละ ใกล้แม่น้ำคยาพร้อมด้วยภิกษุ ๑๐๐๓ รูป ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า : - ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน

แล้วอะไรคือสิ่งทั้งปวงที่เป็นของร้อนเล่า?

อายตนะ อันได้แก่

๑. จักษุ   (ตา)        และ         รูป               (รูป) ทั้งหลาย

๒. โสต    (หู)           และ         สัททะ         (เสียง) ทั้งหลาย

๓. ฆานะ (จมูก)      และ         คันธะ         (กลิ่น) ทั้งหลาย

๔. ชิวหา (ลิ้น)        และ         รส               (รส) ทั้งหลาย

๕. กาย   (กาย)      และ         โผฏฐัพพะ   (สิ่งที่ต้องกาย) ทั้งหลาย

๖. มโน   (ใจ)         และ         ธรรม          (ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ทั้งหลายที่เกิดแก่ใจ)

ทั้งหมดล้วนเป็นของร้อน

— วิญญาณและสัมผัสที่อาศัย จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย และมโน [รวมเรียกว่า อายตนะภายใน (หรือเครื่องรับรู้) ๖] ล้วนเป็นของร้อน

— ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส (รูปทั้งหลาย) โสตสัมผัส (สัททะ คือ เสียงทั้งหลาย) ฆานะสัมผัส (คันธะคือ กลิ่นทั้งหลาย) ชิวหาสัมผัส (รสทั้งหลาย) กายสัมผัส (โผฏฐัพพะ ๕ คือ สิ่งต้องกายทั้งหลาย) และมโนสัมผัส (ธรรม คือ อารมณ์ทั้งหลาย) [รวมเรียกว่า อายตนะภายนอก (สิ่งที่ถูกรู้ หรืออารมณ์) ๖] เป็นปัจจัย แม้อันใด สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ล้วนเป็นของร้อนทั้งสิ้น

ที่เป็นของร้อนเพราะเหตุใดเล่า?

ร้อนเพราะไฟราคะ ไฟโกรธ ไฟหลง ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย เพราะความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์ ความเสียใจ ความคับแค้นใจ

จึงกล่าวว่า นี่เป็นของร้อน

อริยะสาวกได้สดับแล้ว เห็นอย่างนี้ :

ย่อมเบื่อหน่ายทั้งใน จักษ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มโน

ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูปทั้งหลาย เสียงทั้งหลาย ความรู้สึกทั้งหลาย กลิ่นทั้งหลาย รสทั้งหลาย โผฏฐัพพะทั้งหลาย และธรรมทั้งหลาย

ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณและสัมผัสที่อาศัยจักษะ โสต ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส กายสัมผัส และมโนสัมผัส เป็นปัจจัย แม้อันใด สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี แม้อันนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในความรู้สึกนั้น

เมื่อเบื่อหน่ายก็ย่อมคลายความคิด เพราะคลายความคิดจิตจึงหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็เกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว    อริยะสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่า การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระธรรมปริยายนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็มีใจยินดีเพลิดเพลินในภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลเมื่อไวยากรณ์ (พุทธพจน์ที่เป็นข้อความร้อยแก้ว) นี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ จิตของภิกษุเหล่านั้นก็พ้นจากอาสวะ คือ ความชั่วทั้งหลาย ไม่ถือมั่นในอุปาทานแล

 อาทิตตะปะริยายะสุตตัง นิฏฐิตัง

อายตนะ คือ ที่ต่อ เครื่องติดต่อ แดนต่อความรู้ เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตา เป็นเครื่องรู้ รูป เป็นสิ่งที่รู้ ; หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่รู้

จัดเป็น ๒ ประเภท คือ อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖

อายตนะภายนอก คือ เครื่องต่อภายนอก สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ ๑) รูป-รูป  ๒) สัททะ-เสียง  ๓) คันธะ-กลิ่น  ๔) รส-รส  ๕) โผฏฐัพพะ-สิ่งต้องกาย  ๖) ธัมมะ-ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดกับใจ หรือสิ่งที่ใจรู้ : อารมณ์ ๖ ก็เรียก

อายตนะภายใน คือ เครื่องต่อภายใน เครื่องรับรู้มี ๖ คือ ๑) จักษุ-ตา  ๒) โสต-หู  ๓) ฆานะ-จมูก  ๔) ชิวหา-ลิ้น  ๕) กาย-กาย  ๖) มโน-ใจ ; อินทรีย์ ๖ ก็เรียก

บรรณานุกรรม :    ๑. พระอาจารย์อารยะวังโส – หนังสือสวดบริกรรมพระปริตต์พุทธานุภาพ

๒. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) – พจนานุกรรมศาสน์ฉบับประมวลศัพท์

ปฏิจจสมุปบาท คือ การที่สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกัน มีองค์ ๑๒ ดังนี้ :

  1. เพราะ   อวิชชาเป็นปัจจัย  สังขาร จึงมี
  2. เพราะ   สังขาร เป็นปัจจัย  วิญญาณ จึงมี
  3. เพราะ   วิญญาณ         เป็นปัจจัย  นามรูป จึงมี
  4. เพราะ   นามรูป            เป็นปัจจัย  สฬายตนะ จึงมี
  5. เพราะ   สฬายตนะ       เป็นปัจจัย  ผัสสะ จึงมี
  6. เพราะ   ผัสสะ   เป็นปัจจัย  เวทนา จึงมี
  7. เพราะ   เวทนา เป็นปัจจัย  ตัณหา จึงมี
  8. เพราะ   ตัณหา เป็นปัจจัย  อุปาทาน จึงมี
  9. เพราะ   อุปาทาน         เป็นปัจจัย  ภพ จึงมี
  10. เพราะ   ภพ       เป็นปัจจัย  ชาติ จึงมี
  11. เพราะ   ชาติ     เป็นปัจจัย  ชรา มรณะ จึงมี

ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ทั้งปวงจึงมีด้วยประการฉะนี้
ปฏิจจสมุปบาท ที่ธรรมทั้งหลายเป็นปัจจัยต่อกันไปตามลำดับอย่างนี้ แสดงทุกข์ สมุทัย คือ ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ จึงเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทแบบ สมุทัยวาร เมื่อทุกข์เกิดขึ้นอย่างนี้ การที่จะดับทุกข์ก็คือดับธรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงกระบวนธรรมแบบตรงกันข้ามไว้ด้วย

เริ่มตั้งแต่ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ, เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ต่อๆกันไป เป็นการแสดงทุกขนิโรธ คือความดับแห่งทุกข์ จึงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทแบบ นิโรธวาร ดังนี้ :

  1. เพราะ อวิชชา ดับ  สังขาร จึงดับ
  2. เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ
  3. เพราะ วิญญาณ ดับ  นามรูป จึงดับ
  4. เพราะ นามรูป ดับ  สฬายตนะ จึงดับ
  5. เพราะ สฬายตนะ ดับ  ผัสสะ จึงดับ
  6. เพราะ ผัสสะ ดับ  เวทนา จึงดับ
  7. เพราะ เวทนา ดับ  ตัณหา จึงดับ
  8. เพราะ ตัณหา ดับ  อุปาทาน จึงดับ
  9. เพราะ อุปาทาน ดับ  ภพ จึงดับ
  10. เพราะ ภพ ดับ  ชาติ จึงดับ
  11. เพราะ ชาติ ดับ  ชรา มรณะ จึงดับ
  12. เพราะ ชรา มรณะ ดับ อวิชชา จึงดับ รวมทั้งความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ คือ ดับทั้งหมด

 ความหมายขององค์ ๑๒ ในปฏิจจสมุปบาท

อวิชชา                   : ความไม่รู้จริง, ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง, อวิชชา ๘ คือ : ๑. ไม่รู้ทุกข์  ๒. ไม่รู้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ๓. ไม่รู้ความดับทุกข์  ๔. ไม่รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ๕. ไม่รู้อดีต ๖. ไม่รู้อนาคต ๗. ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ๘. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
สังขาร                    : สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด คือ รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ รวมเรียกว่า “เบญจขันธ์”
วิญญาณ               : ความรู้แจ้งอารมณ์, จิต, ความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน เช่น รู้อารมณ์เมื่อรูปมากระทบตา (ดูรายละเอียดใน อาทิตตปริยายสูตร)
นามรูป                  : นามธรรมและรูปธรรม นามธรรม หมายถึง สิ่งที่ไม่มีรูป คือ รู้ไม่ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่รู้ได้ด้วยใจ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  รูปธรรม หมายถึง สิ่งที่มีรูป ได้แก่ รูปขันธ์ทั้งหมด
สฬายตนะ             : อายตนะภายใน ๖ (ดูรายละเอียดใน อาทิตตปริยายสูตร)
ผัสสะ                      : การถูกต้อง, การกระทบ
เวทนา                    : ความรู้สึกสุข, ทุกข์ หรือวางเฉย
ตัณหา                    : ความทะยานอยาก, ความร่านรน, ความปรารถนา, ความอยากเสพ อยากได้, อยากเอาเพื่อตัว
อุปาทาน               : ความถือมั่น ไม่ปล่อยวางตามควรแก่เหตุผล เนื่องจากติดใคร่ ชอบใจ ใฝ่ปรารถนาอย่างแรง, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส มี ๔ ประการ คือ ๑. ความถือมั่นในกาม  ๒. ความถือมั่นในทิฏฐิ  ๓. ความถือมั่นในศีลและพรต  ๔. ความถือมั่นในวาทะแห่งตน
ภพ                          : โลกซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์, ภาวะชีวิตของสัตว์ มี ๓ คือ
                                ๑. กามภพ : ภพของผู้ยังเสวยกามคุณ
                                ๒. รูปภพ : ภพของผู้เข้าถึงรูปฌาน
                                ๓. อรูปภพ : ภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาน
ชาติ                        : การเกิด
ชรา มรณะ            : ความแก่ ความตาย

บรรณานุกรม         : พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) – พจนานุกรรมศาสน์ฉบับประมวลศัพท์

 ต้นมงคลสูตร

ยัญจะ ทวาทะสะ วัสสานิ  จินตะยิงสุ สะเทวะกา

จิรัสสัง จินตะยันตาปิ  เนวะ ชานิสุ มังคะลัง
จักกะวาฬะสหัสเสสุ  ทัสสุ เยนะ ตัตตะกัง

กาลัง โกลาหะลัง ชาตัง  ยาวะ พรหมะเวสะนา

ยัง โลกะนาโถ เทเสสิ                           
สัพพะปาปะวินาสะนัง

ยัง สุตวา สัพพะทุกเขหิ        
มุจจันตาสังขิยา นะรา

เอวะมาทิคุณูเปตัง                               
มังคะลันตัมภะฌามะ เส ฯ

สิบสองฉนำเหล่า                                  นรอีกสุเทวา
รวมกันและตริหา                                   สิริมังคะลาใด

เทวามนุษทั่ว                                          พหุภพประเทศใน
หมื่นจักระวาฬได้                                   ดำริห์สิ้นจิรังกาล

แล้วยังบ่รู้มง -                                        คะละสมมโนมาลย์
ด้วยกาละล่วงนาน                                   บ่มิได้ประสงค์สม
ได้เกิดซึ่งโกลา -                                     หะละยิ่งมโหดม
ก้องถึง ณ ชั้นพรหม                               ธสถิตสเทือนไป

องค์โลกะนาถเทศน์                              วรมังคะลาใด
ยังปาปะปวงให้                                     ทุษะเสื่อม วินาศมล

ชนหลายบพึงนับ                                   ผิสดับสุมงคล
ใดแล้วและรอดพ้น                                 พหุทุกขะยายี

เราควรจะกล่าวมง -                              คะละอันประเสริฐที่
กอบด้วยคุณามี                                    วรอัตถะเฉิดเฉลา ฯ

 มงคลสูตร

เอวัมเม สุตัง
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา
สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน
อนาถะบีณฑิกัสสะ อาราเม
อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา
อะภิกกันตายะ รัตติยา อะภิกกันตะวัณณา
เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตวา
เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ
อุปะสังกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา
เอกะมันตัง อัฏฐาสิ 
เอกะมันตัง ฐิตาโข สา เทวตา
ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ ฯ
พะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อจินตะยุง
อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะมัง

 

องค์พระอานนท์ท่านเล่า                             ว่าข้าพเจ้า                                                ได้ฟังมาแล้วดังนี้
สมัยหนึ่งพระผู้มี                                        พระภาคชินสีห์                                          ผู้โลกนาถจอมธรรม์
ประทับ ณ เชตะวัน                                    วิหาระอัน                                                  อนาถะบิณฑิกไซร้
จัดสร้างอย่างดีที่ใน                                   สาวัตถีให้                                                 เป็นที่สถิตสุขา
ครั้งนั้นแลเทวะดา                                      องค์หนึ่งมหา-                                           นุภาพมหิทธิ์ฤทธี
ล่วงประถมยามราตรี                                  เธอเปล่งรัศมี                                             อันเรืองระยับจับเนตร์
แสงกายเธอปลั่งยังเขต                               สวนแห่งเจ้าเชต                                        สว่างกระจ่างทั่วไป
องค์พระภควันนั้นไซร้                                ประทับแห่งใด                                          ก็เข้าไปถึงที่นั้น
ครั้นเข้าใกล้แล้วจึ่งพลัน                             ถวายอภิวันท์                                             แด่งองค์สมเด็จทศพล
แล้วยืนที่ควรดำกล                                    เสงี่ยมเจียมตน                                           แสดงเคารพนบศีร์
เมื่อเทวดายินดี                                          สมควร ณ ที่                                             ฃ้างหนึ่งดังกล่าวแล้วนั้น
จึ่งได้ทูลถามภควัน                                    ด้วยถ้อยประพันธ์                                      เป็นพระคาถาบรรจงฯ
เทพอีก                                                     มนุษย์หวัง                                                คติโสตถิจำนง
โปรดเทศะนามง-                                       คะละเอก                                                  อุดมดีฯ
(ฝ่ายองค์สมเด็จชินสีห์                               ตรัสตอบวาที                                            ด้วยพระคาถาไพจิตร์)

 ความหมายของมงคล ๓๘ ประการ โดยย่อตามมงคลสูตร

(๑) การไม่คบคนพาล                                          (๒๐) การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา                 
(๒) การคบบัณฑิต                                              (๒๑) ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
(๓) การบูชาผู้ที่ควรบูชา                                      (๒๒) ความเคารพ
(๔) การอยู่ในสถานที่เหมาะสม                              (๒๓) ความไม่จองหอง ความไม่ทะนงตน
(๕) การได้บำเพ็ญบุญมาแล้วแต่ปางก่อน               (๒๔) ความสันโดษ ความยินดีด้วยของที่มีอยู่
(๖) การหมั่นประพฤติตนไว้ชอบ                            (๒๕) ความกตัญญูรู้คุณ
(๗) การได้ฟังมามาก                                           (๒๖) การฟังธรรมโดยกาล
(๘) การมีศิลปวิทยา                                             (๒๗) ความอดทน
(๙) การมีวินัยซึ่งชนศึกษามาดีแล้ว                        (๒๘) ความเป็นผู้ว่าง่าย
(๑๐) การกล่าววาจาที่ดีงาม                                   (๒๙) การได้พบเห็นสมณะทั้งหลาย
(๑๑) การบำรุงบิดามารดา                                    (๓๐) การสนทนาธรรมโดยกาล  
(๑๒) การสงเคราะห์บุตร                                       (๓๑) ความเพียรเผากิเลส
(๑๓) การสงเคราะห์ภรรยา                                    (๓๒) การประพฤติอย่างพรหม
(๑๔) การงานไม่คั่งค้างสับสน                                (๓๓) การเห็นแจ้งในอริยสัจ
(๑๕) การให้                                                        (๓๔) การทำพระนิพพานให้แจ้ง
(๑๖) การประพฤติธรรม                                        (๓๕) จิตของผู้ใด เมื่อสัมผัสกับโลกธรรมแล้วไม่หวั่นไหว
(๑๗) การสงเคราะห์ญาติมิตรทั้งหลาย                    (๓๖) จิตไร้ความเศร้า            
(๑๘) การกระทำใดๆ ที่ไม่มีโทษ                             (๓๗) จิตปราศจากผงธุลี  
(๑๙) การเว้นจากการทำบาป                                 (๓๘) จิตเกษมสุข

อะเสวะนา จะ พาลานัง                             หนึ่งคือบ่คนพาล (๑)                เพราะจะพาประพฤติ์ผิด
ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา                            หนึ่งคบกะบัณฑิต (๒)               เพราะจะพาประสพผล
ปูชา จะ ปูชะนียานัง                                หนึ่งกราบและบูชา                    อภิบูชะนีย์ชน (๓)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              ข้อนี้แหละมงคล                       อดิเรกอุดมดี

ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ                              ความอยู่ประเทศซึ่ง                   เหมาะและควรจะสุขี (๔)
ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา                         อีกบุญญะการที่                        ณ อดีตะมาดล (๕)
อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ                               อีกหมั่นประพฤติ์ควร                 ณ สภาวะแห่งตน (๖)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              ข้อนี้แหละมงคล                       อดิเรกอุดมดี

พาหุสัจจัญจะ สิปปัญ จะ                          ความได้สดับมาก (๗)               และกำหนดสุวาที
วินะโย จะ สุสิกขิโต                                 อีกศิลปะศาสตร์มี (๘)                จะประกอบมนุญการ
สุภาสิตา จะ ยา วาจา                               อีกหนึ่งวินัยอัน                         นรเรียนและเชี่ยวชาญ (๙)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              อีกคำเพราะบรรสาน (๑๐)          ฤดิแห่งประชาชน
ทั้งสี่ประการล้วน                                     จะประสิทธิ์มนุญผล
ข้อนี้แหละมงคล                                      อดิเรกอุดมดี

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง                                  บำรุงบิดามา-                           ตุระ (๑๑) ด้วยหทัยปรีย์
ปุตตะทารัสสะ สังคะโห                            หากลูก (๑๒) และเมียมี               ก็ถนอมประหนึ่งตน (๑๓)
อะนากุลา จะ กัมมันตา                             การงานกระทำไป                      บ่มิยุ่งและสับสน (๑๔)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              ข้อนี้แหละมงคล                        อดิเรกอุดมดี

ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ                         ให้ทาน ณ กาลควร (๑๕)             และประพฤติ์สุธรรมศรี (๑๖)      
ญาตะกานัญจะ สังคะโห                           อีกสงเคราะห์ญาติ์ที่ (๑๗)           ปฏิบัติบำเรอตน
อะนะวัชชานิ กัมมานิ                                กอบธรรมะอันไร้                        ทุษะกลั้วและมัวผล (๑๘)
เอตัมมังคะละมุตตะนัง                              ข้อนี้แหละมงคล                         อดิเรกอุดมดี

 

อาระตี วิระตี ปาปา                                  ความงดประพฤติ์บาป (๑๙)         อกุศลบ่ให้มี
มัชชะปานา จะ สัญญะโม                          สำรวมวรินทรีย์                           และสุราบ่เมามล (๒๐)
อปปะมาโท จะ ธัมเมสุ                              ความไม่ประมาทใน                     พหุธรรมะโกศล (๒๑)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              ข้อนี้แหละมงคล                          อดิเรกอุดมดี

คาระโว จะ นิวาโต จะ                              เคารพ ณ ผู้ควร                          จะประณตและนอบศีร์ (๒๒)
สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา                            อีกหนึ่งมิได้มี                              จะกระด้างและจองหอง (๒๓)
กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง                              ยินดี ณ ของตน                          บ่มิโลภทยานปอง (๒๔)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              อีกรู้คุณาของ                              นรผู้ประคองตน (๒๕)
ฟังธรรมะโดยกา-                                    ละ (๒๖) เจริญคุณานนท์
ข้อนี้แหละมงคล                                      อดิเรกอุดมดี

ขันตี จะ โสวะจัสตา                                 มีจิตตะอดทน                             และสถิต ณ ขันตี (๒๗)
สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง                           อีกหนึ่งบ่พึงมี                             ฤดิดื้อทนงหาญ (๒๘)
กาเลนะ ธัมมัสสากัจฉา                             หนึ่งเห็นคณะเลิด                        สมนาวราจารย์ (๒๙)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              กล่าวธรรมะโดยกาล (๓๐)            วรกิจจะโกศล
ทั้งสี่ประการล้วน                                     จะประสิทธิ์มนุญผล
ข้อนี้แหละมงคล                                      อดิเรกอุดมดี

ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ                       เพียรเผากิเลสล้าง                       มละโทษะยายี (๓๑)
อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง                           อีกหนึ่งประพฤติ์ดี                       ดุจะพรหมพิสุทธ์สรรพ์ (๓๒)
นิพานนะสัจฉิกิริยา จะ                             เห็นแจ้ง ณ สี่องค์                        พระอะรียสัจอัน (๓๓)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              อาจนำมนุษผัน                           ติระฃ้ามทเลวน
อีกทำพระนิพพา-                                    นะประจักษะแก่ชน (๓๔)
ข้อนี้แหละมงคล                                      อดิเรกอุดมดี

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ                               จิตใครผิได้ต้อง                         วรโลกะธรรมศรี
จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ                            แล้วย่อมบ่พึงมี                           จะประหวั่นฤกังวล (๓๕)
อะโสกัง วิระชัง เขมัง                               ไร้โศก (๓๖) ธุลีสูญ (๓๗)           และสบายบ่มัวมล (๓๘)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง                              ข้อนี้แหละมงคล                          อดิเรกอุดมดี

เอตาทิสานิ กัตวานะ                                เทวามนุษทำ                               วรมงคะลาฉนี้
สัพพัตถะมะปะราชิตา                              เปนผู้ประเสริฐที่                          บ่มิแพ้ ณ แห่งหน
สัพพัตถะ โสตถัง คัจฉันติ                        ย่อมถึงสวัสดี                               สิริทุกประเทศดล
ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติฯ                    ข้อนี้แหละมงคง                          อดิเรกอุดมดี

หมายเหตุ :
  1. บทประพันธ์ส่วนที่เป็นภาษาไทย ได้อัญเชิญพระราชนิพนธ์ เรื่อง “มงคลสูตร์คำฉันท์” ของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิรวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพยายามอนุรักษ์อักขระทุกตัวให้ตรงตามต้นฉบับ
  2. ภาษาบาลีได้เปลี่ยนเป็นอักษรไทย เพื่ออ่านได้ถูกต้อง
  3. หมายเลขใน (........) หมายถึง ลำดับที่ของ “มงคล”